Archive for June, 2007
วีซ่า..ที่อยากทำ
เมื่อวานไปตรวจวัณโรค สำหรับขอวีซ่าอังกฤษรุ่นอยู่นานกว่าหกเดือน ชั้นต้องเดินทางไปมาระหว่าง สถาบัน IOM กับโรงพยาบาลทั้งวัน หลังจากไปเอ๊กซเรย์ปอดที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ซึ่งใช้เวลาไม่นานนัก ชั้นก็ได้ผลเอ๊กซเรย์ เพื่อนำกลับมายื่นที่ศูนย์ IOM อีกครั้ง แล้วชั้นก็ผ่านทุกกรณี ได้รับใบยืนยันว่าไม่มีเชื้อวัณโรค (เชื้อบ้า เค้าไม่ตรวจหาเลยรอดไป) อย่างง่ายดาย มันง่ายซะจนไม่อยากเชื่อตัวเอง เพราะไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ชั้นจะติดต่ออะไรราบรื่นขนาดนี้ หวังว่านี่คงไม่ใช่พายุที่ก่อตัวนะ เห็นเงียบสงบตอนนี้ จะเจออุปสรรครุ่นใหญ่ข้างหน้ามั้ยเนี่ย เอาหละถึงยังไงชั้นก็ได้มาแล้ว ก้าวไปอีกขั้นเล้ว
ที่ IOM ชั้นเจอเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาวไทยมากมายที่ตั้งหน้าตั้งตาจะไปพำนักที่ประเทศนั้น ชั้นเจอผู้คนที่มีความต้องการหลากหลายประเภทของวีซ่า แต่ที่เห็นมากสุดคงเป็น วีซ่านักเรียน และ วีซ่าคู่หมั้น มีสาวไทยมากมายเดินทางมาขอเอกสารพร้อมกับคู่หมั้นของพวกเธอ มีหลากหลายคู่ ทั้งเหมาะสมและไม่เหมาะสม หลายคู่แทบจะสื่อสารกันไม่ได้ ในขณะที่อีกน้อยคู่ที่หัวร่อต่อกระซิกกันอย่างหวานจ๋อย ชั้นแอบมองอย่างเข้าใจ….อย่างคนที่เคยมีความรักแบบข้ามชาติแบบนี้มาก่อน อิอิ มันต้องใช้ความเข้มแข็งขนาดไหน อดทนเท่าไหร่ต่อสายตาหลายๆคู่ที่คอยมองอย่างจับผิด และดูถูกตลอดเวลา ชั้นเองก็ไม่ปฏิเสธที่บางครั้งก็แอบคิดไม่ดีกับพวกหล่อนเหมือนกัน ซึ่งก็คงเหมือนที่คนอื่นเค้าเคยมองและเหมาเราเช่นกัน สีผิวอย่างนี้ หน้าตาอย่างนี้ ใช่เลย ตลาดไทยไม่รับ รอตลาดวายแล้ววายอีกก็ยังขายไม่ได้ ต้องทำเป็นสินค้า OTOP ส่งออกท่าจะดี ฮ่าๆๆ
ก่อนกลับ… มีสาวหน้าตาอืมมม…..ไม่สวยมาก…คนนึงเดินมาถามชั้นเกี่ยวกับความข้องใจในเอกสารของเธอ ดั้นมาถามกับคนงงๆอย่างชั้น “เอ่อ โทษนะคะ ตรงนี้มันแปลว่า วีซ่าคู่หมั้นหรือป่าวคะ” ชั้นหันไปมองหน้าสาวคนนั้น โหเนี่ยเลยสินค้า OTOP ของจริง.. จริงๆอยากทำมั่งอะ วีซ่าประเภทเนี้ย.. นิ่งไปแป๊บนึง เพราะแปลไม่ออก อิอิ สุดท้ายก็ตอบไปงงๆเหมือนเดิม “ไม่แน่ใจคะลองถามเจ้าหน้าที่ดูนะคะ” คืออิจฉาหวะคะ :P
7 comments June 28, 2007
เกาะเต่า เชาวเลขบันเทิง ;)
วันนี้ค้นบันทึกเก่าๆ เจอเชาวเลขบันเทิงฉบับนี้เข้า จดเอาไว้ตั้งแต่กลับมาจากเกาะใหม่ๆ กะจะเขียนเป็นเรื่องราว แต่ก็ขี้เกียจเกินกว่าจะทำได้ ฉบับย่อนี่อ่านแล้วเข้าใจได้เหมือนกัน..แต่รู้สึกรีบๆ ยังไงชอบกล
ส้มฉก ต้อมเห่า บอยเศร้าของหาย…ฮ่าๆๆ
- เดินทางคืนวันพฤหัส ถึงเช้าวันศุกร์
- เจอต้อมที่ีท่าเรือ เดินทางสู่เกาะกินเวลาประมาณ สิบเอ็ดชั่วโมง
- ลงเรือ ลุงคนเรือวนหาที่พักรอบเกาะ เสียไป 600 บาท
- แวะกินน้ำ้ที่อ่าวม่วง
- ย้อนกลับมาที่หน้าหาด หาอะไรกินกันอีกครั้งที่ร้านพี่เป็ด
- เช่ามอไซค์ขี่วนหาที่พัก เจอตุ๊กแกเกาะที่หลังต้อม
- ทางที่จะเข้าไปหาด Rocky ไม่ไหวทางน่ากลัว
- ย้อนกลับมาได้ที่พักที่ทรายรี ชื่อโบว์ทอง คืนละ 900 บาท ตกลงจ่ายไป 2 คืน
- นอนหลับรอที่รีสอร์ท ต้อมไปรับส้ม
- ออกมาเล่นกับ น้องนีน่า (สาวน้อยผมทอง) น่ารักมาก
- บ่ายๆขี่มอไซค์ซ้อนสามเรื่อยเปื่อย
- จนมาเจอกับ รีสอร์ท New Heaven และ Dave ขนดก ของส้ม
- กินกันอีกครั้ง สลัดอร่อยมาก เลยจองคืนสุดท้ายที่นี่
- อำเรื่องเดฟของส้มกันตลอดทางขากลับ
- มืดค่ำ อาบน้ำแต่งตัวเตรียมออกล่าเหยื่อ
- ลองชุดกันประมาณ สองชั่วโมง ได้ชุดสวยออกมากินข้าวกัน
- ประมาณห้าทุ่มกลับมานอนเพราะหาร้านที่มีปาร์ตี้ไม่เจอ
- คืนนั้นเจอแมงสาป งอนเพื่อนไม่จับให้ด้วย ต่่างคนต่างนอน มาคุ
- เช้าตื่นมาส้มมาง้อด้วยมุขที่เตี้ยมกับต้อมไว้ เลยดีกัน
- แต่งตัวไปนั่งกินกาแฟที่ริมเล ถ่ายรูป
- กลับมาบ้านพัก ส้มสับคัทเอาท์ฝรั่งบ้านตรงข้ามเพราะมันดันลืมปิดไฟ
- หาลุงเรือ (คนเดิม) เพื่อวนรอบเกาะ ดำน้ำ
- แวะที่อ่าวม่วงคุยกับแพค (น้องที่เจอบนเรือ) แล้วลืมครีมกันแดดไว้ที่นั่น
- ไปถ่ายรูปเล่นที่นางยวน ต้องรีบกลับเพราะ รมต.จะมา เซ็ง…
- กลับมาแต่งตัวหาข้าวเย็นกินที่ Lotus Bar
- อาหารประหลาดหลากหลายอร่อยดีแพงจัง 790 บาท
- เจอเชฟหน้าแดงของอีต้อม แย่งกันใหญ่
- เลยมางานปา์ตี้ที่ร้าน Intouch
- มาตั้งแต่หัวค่ำ ไม่มีคน ฝนตกหน่อยๆ พอเที่ยงคืนคนมาเพียบ
- เจอกับ Stephen ที่นี่คุยกันจนตีสาม ส้มร้องกลับมานอน
- เช้าตื่นมาพบว่าฝรั่งบ้านตรงข้ามนอนเปิดประตูและคัทเอาท์ยังอยู่เหมือนเดิม
- ร้อนน่าดู น่าสงสารแต่ช่วยไม่ได้เพราะอยากไม่สนใจพวกเรา อิอิ
- เก็บข้าวของย้ายไปที่ใหม่
- ออกมาหาส้มตำกินกันแต่แวะมาที่พี่เป็ดก่อน
- สุดท้ายไม่เจอส้มตำเลยไปเล่นน้ำที่ร็อคกี้
- เจอกับหุน่มอิสราเอลมานอนอ่อยเหยื่อ แต่เจอนังส้มตัดบท เหมือนเดิม
- นังต้อมโดนหินบาด ถ่ายรูปบิกินี่
- กลับมาอาบน้ำเตรียมตัวกินข้าว
- ต้อมไปคลีนิคเย็บห้าเข็มที่เท้า
- นั่งกินกันมื้อใหญ่อร่อยสุดๆ
- เจอแก๊งค์ลุงภาคใต้จีบ ชื่อพี่หวังลามกมากแหวะ เซ็ง…
- แต่ต้อมเห่าจนเค้าไล่พวกเราไปนอน ฮ่าๆๆ
- เช้าเตรียมตัวกลับ น้องเช็ค (หนุ่มเดทร๊อคที่รีสอร์ท) ของส้มไปส่งต้อมและแอบหยอดเพื่อนเราเห็นๆ
- ส้มเศร้า แต่เราก็เอามาอำกันเพลิดเพลิน
- นั่งเรือกลับมาแยกกันที่ท่าเรือ
- โลกแห่งความฝันจบแล้ว
2 comments June 28, 2007
กู๊ดรัก…
เอาอีกแล้ว มีเพื่อนผู้สับสนและต้องการความช่วยเหลือจากคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อย่างชั้นอีกหนึ่งคนนึงแล้ว เพื่อนผู้ห่างไกลคนนี้ โทรมาในวันที่เค้าสับสนอย่างแรง “Hey! We should talk” อ๊ะจ๊ะ ทอล์คก็ทอล์ค มาเถอะมา มันจะมีเรื่องอะไรนักหนา นอกจากเรื่องผู้หญิง ชั้นแอบเดา ชั้นตั้งอกตั้งใจฟังเพื่อนคนนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากเพื่อนชายคนนี้เป็นชาวต่างชาติ เพราะฉะนั้นความตั้งใจต้องคูณสอง!!
-
He : “อกหักมาเหรอยะ”
-
Me : “อืมม ไม่เข้าข่ายนั้นนะไอว่า”
-
Me : “อะ ถ้างั้นว่ามา เรื่องอะไรที่มันหนักหนาจนทำให้ยูต้องแจ้นมาปรึกชั้นเนี่ย”
-
He :“คือไอสับสนเหลือเกิน เนื่องมาจากเมื่ออาทิตย์ก่อนไอไปนอนบ้านเพื่อนสนิทโคตรของไอ ซึ่งรู้จักกันมาเกือบห้าปี มันเป็นเพื่อนที่ไอรักมาก มากซะจนไออึดอัดกับสถานการณ์นี้” อะนะ เกริ่นซะยืดยาว ปล่อยเราเดาไปเรื่อยๆระหว่างนั้น เอ ลูกเพื่อนมันป่วย พ่อเพื่อนมันตาย แม่ยายหัวใจวาย หรือเมียเพื่อนมีชู้?
-
He : “เววววลลลล คือคืนเปลี่ยวคืนนั้น เมียเพื่อนไอ ซึ่งสนิทมากเช่นกัน เข้ามาคุยกับไอหลังจากที่เพื่อนไอหลับไปแล้ว เราคุยกันอย่างเคยแต่มันมีบางอย่างไม่เหมือนเคย โซ..คืนนั้นเลยกลายมาเป็นต้นเหตุแห่งความอึดอัดในวันนี้”
-
Me : “อย่าบอกนะว่ายูกับเมียเพื่อน…………โอ้ววววววววว มายกอดดดด” ตาย….ตายห่า เสียงสะท้อนในใจชั้นดังกึกก้องขณะที่ปากไม่ได้ร้องบอกอะไร
-
Me : “เวลลลลลลล…..ไอพูดไม่ออกหวะ”
หลังจากชั้นเรียกสติกลับมาได้จึงเริ่มรับฟังรายละเอียดของเรื่องราวอีกที
-
He : “ชีเข้ามาเพื่อบอกในสิ่งที่ชีต้องการ ชีบอกว่าสามีไม่ว่าอะไร แล้วชีสัญญาว่าจะบอกสามีให้รับรู้เรื่องนี้ด้วยทันที” เอ่อ…แล้วแกก็ยอมตกเป็นของเค้าซะยังงั้น เหมือนแกเป็นสาวน้อยเวอร์จิ้น ที่กำลังจะถูกหมาป่าฉีกเนื้อ อย่างงั้นแหละ ชั้นได้แต่คิด
-
Me : “แล้วยังไงเนี่ยยูจะตกที่นั่งชู้หนะเหรอ อืมม…มันแค่ เซ็กซ์ ใช่มั้ย”
-
He : “โน !! เมคเลิฟกับเซ็กซ์ มันต่างกัน”
-
Me : “ตายๆๆๆๆๆ นี่ยูจะบอกว่ารักกันอะนะ”
-
He : “อืมม..ไม่เชิง ไอยอมรับว่าชอบผู้หญิงคนนี้ แต่ไอก็ไม่อยากเสียเพื่อนไป ไม่รู้ซิ ไอไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไรกับการมีอะไรกับเมียเพื่อน (เวรกรรม) สิ่งเดียวที่ค้างคาคือไอปิดบังเพื่อนอยู่ในเรื่องนี้ ชีไม่ยอมบอกสามีชีซักที ไออึดอัดที่ต้องปิดบังเพื่อนมากกว่า ตอนนี้ไออยากจะสารภาพกับเพื่อนของไอเพราะไม่อยากทำอะไรลับหลัง” เวรรรรรร เสือกจะมามีศีลธรรมอะไรตอนนี้วะ คือมองหน้าเพื่อนแล้วมันไม่สะดวกใจว่างั้น
-
Me : “ชั้นว่าบางครั้งการโกหกก็อาจจะช่วยให้อะไรมันไม่แย่ไปกว่านี้นะ ที่สำคัญ ชั้นว่าสาวเจ้าคงไม่กล้าทำอย่างที่ชีหลอกล่อยูหรอก”
-
He : “ก็เป็นไปได้ แล้วถ้าเป็นยูหละ..ยูจะทำยังไง”
-
Me : “ถ้าเป็นชั้น ชั้นไม่ทำไง” ชั้นตอบแบบไม่ต้องคิด อุ๊บส์…นึกขึ้นได้ว่าเพื่อนมาปรึกษา
-
Me : “อะนะ ชั้นว่ายูควรจะหยุดหวะ เลิกเหอะ หาคนที่เค้าไม่มีพันธะไม่ดีกว่าเหรอ” ชั้นว่าเรื่องมันก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าอารมณ์กระเจิดกระเจิงของคนสองคนที่ขาดการควบคุมจิตใจที่แข็งแรงพอ
-
He : “ยูว่าไอทำผิดหรือป่าว”
-
Me : “เอ่อ….ชั้นว่ามันไม่ได้เรื่องถูกหรือผิดหรอก ความรักไม่ใช่สิ่งผิด แต่มันเป็นเรื่องของความเหมาะสมและความซื่อสัตย์มากกว่า ยูต้องย้อนถามตัวเองก่อนว่า ถ้าเป็นยู ยูจะรับได้มั้ย ชั้นว่ามันเศร้ากว่าอะไรทั้งนั้น เมื่อคนที่เรารักและไว้ใจที่สุดหักหลัง”
-
He : “………………………..”
-
Me : “ยูจะมีอะไรกับชีอีกมั้ย”
-
He : ” I don’t know “
-
Me : “………………………..”
-
He : “ที่เมืองไทยของยูคงไม่มีเรื่องแบบนี้ซินะ” เออ….คำถามนี้ทำชั้นอื้งไปนิดๆ แล้วก็เริ่มคิดอย่างจริงจัง
เรื่องแบบนี้คงไม่ได้เกี่ยวอะไรกับวัฒนธรรม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตะวันตกหรือตะวันออก ชั้นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากๆสำหรับสังคมปัจจุบันนี้ เมื่อตอนชั้นยังเด็กทุกครั้งที่เห็น ตากับยาย มันทำให้ชั้นฝันอยากมีครอบครัวที่มั่นคงเหมือนอย่างที่พวกท่านมี แต่งงานมีลูก อืมม….เวลาผ่านไปแค่ช่วงครึ่งชีวิตเดียวของเราเรื่องราวก็ต่างไปจากเดิมมากมาย ชั้นเห็นว่าความอดทนคนเรามีน้อยลงทุกที ทางเลือกมีมากขึ้น แต่งงาน มีลูก ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าเราจะอยู่กันไปจนตายเหมือนตากับยาย หลายครอบครัวจบลงที่แยกทางกัน แล้วตรงไหนที่เราควรจะศรัทธา
ชั้นเลิกคิดเรื่องแต่งงานมานานแค่ไหนแล้วไม่รู้ คลับคล้ายคลับคราว่าหลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวแบบนี้มาอย่างใกล้ชิด มันไม่ใช่องุ่นเปรี้ยว หรือมะนาวหวาน มันเป็นการยอมรับกับความเปลี่ยนแปลงต่างหาก ยอมรับว่าถ้าเราจะไม่ได้มีภาพชุดขาวฟู่ฟ่องนั่น มันก็ไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ต้องมาคิดว่าเราด้อยกว่าคนอื่นตรงไหน ชั้นยังศรัทธากับความรักที่ยืนยาว..เข้าใจ โดยที่ไม่ต้องพึ่งพันธะใดๆมายืนยัน ไม่ได้บอกให้วิ่งหนี ถ้ามันมีมาก็คว้าไว้เถอะนะคะท่านผู้อ่าน ยังไงมันก็สวยงามคะ ความรักหนะ
-
He : “เฮ้ บางทียูอาจพูดถูก ชั้นควรจะหยุด ไม่รู้ซิ ชั้นคงหาทางออกได้ ขอบใจที่รับฟัง” เสียงปลายสายปลุกชั้นให้ตื่นจากห้วงความคิด
-
Me : “ชัวร์…. ชั้นมั่นใจว่ายูจะหาทางออกได้แน่นอน เพื่อนเอยยยยย กู๊ดรัก…”
รักดีๆ ไม่เคยทำร้ายใคร มีแต่คนรักไม่เป็นเท่านั้น ที่ใช้รักเป็นเครื่องมือทำร้ายคนอื่น
2 comments June 25, 2007
เพื่อนยาก..ยาก ตอนที่ ๗
ห่วงใย..จากใจเจ๊ดัน
หลังจากหันหลังให้กับดอยสุเทพเป็นเวลาเกือบสองปีเต็ม การเริ่มต้นงานใหม่ที่ท้าทายนำมาซึ่งเพื่อนใหม่ที่อย่าไปท้ามัน ถ้าไม่แน่จริง ฮ่าๆๆ เพื่อนคนที่มาจากต่างวงจร สิ่งแวดล้อม และการดำเนินชีวิต ระยะเวลาที่รู้จักมันเป็นเหมือนกระจกเงาสะท้อนทุกอย่าง ทุกอย่างที่เป็นในทางตรงกันข้าม เหมือนซ้ายเป็นขวา อย่างที่ชั้นเชื่องช้าในขณะที่มันทำทุกอย่าง อย่างรวดเร็ว “แกโทรไปยัง?? ได้เรื่องยัง?? จะทันมั้ยเนี่ย??” คำถามยอดฮิตจากปากเจ๊ดัน (ทุรัง) คนนี้ ชั้นเฟอะฟะขณะมันสุดรอบคอบ ชั้นถูกหลอกง่ายดายแต่มันไม่ยอมให้ใครหลอกก่อน มันโกรธง่ายแต่ชั้นโคตรเย็น บางครั้งแค่มันเงียบไปเราก็รับรู้ได้ถึงพายุที่กำลังก่อตัว บรื้ออออ…. มันเอาแต่ใจตัวเอง (บางครั้ง) แต่ชั้นตามใจมัน หลายสิ่งหลายอย่างต่างกันมากเหลือเกิน แต่สิ่งเดียวที่เหมือนกันคือห่วงใย ชั้นรู้สึกได้ว่ามันห่วง เพราะชั้นเองก็สะท้อนความห่วงนั้นกลับไปเช่นเดียวกัน
ช่วงแรกๆ จะงงกับความเปิดเผยหรือปกปิดของมัน ซึ่งชั้นไม่สามารถเข้าใจได้ว่าสิ่งไหนคือตัวตนที่แท้จริงกันแน่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปชั้นก็ไม่สนใจเรื่องนั้นอีกแล้ว ชั้นคงโดนมันวางเสน่ห์บางอย่าง เหมือนที่คนอื่นๆโดน มันเป็นคนมีเพื่อนเยอะ…เยอะมาก มันพาชั้นไปรู้จักเพื่อนมัน ซึ่งทุกวันนี้ยังเห็นหน้ากันไม่หมด ในขณะที่เพื่อนของชั้นมันรู้จักหมดแล้ว มันออกจะขาดทุนสำหรับเรื่องนี้ สมน้ำหน้ามัน ชั้นคิดเสมอว่ามันโชคดีที่เกิดมามีแต่คนรุมรัก แต่นั่นก็เป็นเพราะมันมีอะไรบางอย่างที่ชั้นไม่มี เสน่ห์บางอย่างที่ชั้นก็ไม่รู้ว่าอะไร แต่ผู้คนจะสนใจพูดคุยกับมัน แม้ในขณะที่มันนั่งหน้ายักษ์ (เสน่ห์มันต้องแรงมากๆ น่าไปลนเอามาใช้มั่ง)ฮ่าๆๆ
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ชั้นเริ่มศึกษา เรียนรู้ และได้รับแรงทั้งพลักทั้งยัน จากเจ๊ดันคนนี้ การเขียนบล๊อกนี่ก็เป็นเหนึ่งในสิ่งเหล่านั้น ไม่รู้สิ มันมักจะเริ่มต้นก่อนเสมอ แล้วมันก็มักจะประสบความสำเร็จซะด้วย ชั้นไม่แปลกใจเลยสำหรับความสำเร็จเหล่านั้นเพราะถ้ามันทำอะไร มันจะจริงจัง (เน้นๆเลยว่าจริงจังมาก)…ทุกเรื่อง มันโรแมนติกแบบ คิกคุอาโนเนะ ซึ่งไม่เข้ากันเลยกับผู้หญิง(เคย)ขี้เมาอย่างมัน ตุ๊กตาขนปุกปุยเอย ของเล่นจุกจิกเกลื่อนกลาดบนโต๊ะโรงเกลือของมันเอย สิ่งเหล่านี้ยืนยันได้ถึงความหวานในตัวผู้หญิงคนนี้ ชั้นซะอีกไม่นิยมสิ่งเหล่านี้เอาซะเลย
ทนายคนนี้ของชั้น รับปรึกษาทุกเรื่องร้อนใจ อีนี่มันแผนเยอะ “บางครั้งคนเราก็ต้องรู้จักเล่ห์เหลี่ยม ให้มันทันคนซะบ้าง” มีคนเคยบอกชั้นยังงั้น ชั้นไม่ปฏิเสธ ชั้นจึงเริ่มศึกษาหลักการเท่าทันคนอื่นจากมัน เหมือนว่าชั้นจะเลือกถูก เพราะทุกครั้งที่ถาม ไม่ว่าปัญหาเล็กหรือใหญ่ อับดุลจะหาคำตอบมาให้ทุกรื่อง อย่างตั้งใจ จริงจัง (อีกแล้ว) ซึ่งบางครั้งมันใส่ใจกับเรื่องนั้นมากกว่าเราคนถามซะอีก ฮ่าๆๆ เป็นเพื่อนแนวๆ (คล้ายๆเด็กแนว) แล้วก็เป็นแนวที่ขาดอยู่ ถึงตอนนี้ชั้นเลยเต็มได้ซะที..(เต็มเหนี่ยวไปเลยพี่ เต็มที่ไปเลยเธอ…)
ท้ายที่สุดก็ต้องใช้สองมือนับจนได้
4 comments June 20, 2007
เพื่อนยาก..ยาก ตอนที่ ๖
ลูกพี่…ไร้กาลเวลา
-
she : “เออ.. กลับก็กลับ เดี๋ยวกูไปลาพี่ๆเค้าก่อน พวกมึงรอตรงนี้นะ เดี๋ยวกูมา” เสียงสั่งเอื่อยๆจากลูกพี่ ลูกกระจ๊อกอย่าเราก็ต้องรอกันไป สิบนาที….ผ่านไปแล้ว ยี่สิบ นาที..ก็ผ่านไปแล้ว
-
we : “กูว่าเจ้เราเอาอีกแล้วหวะ มึงไปตามดิ๊” สมุนคนนึงหายเข้าไปสักพัก ก็ออกมาพร้อมคำตอบที่รู้กันอยู่แล้ว
-
we : “เจ้บอกขออีกสิบนาทีหวะ”
-
we : “เหมือนเดิม กูว่ากลับพร้อมนักดนตรีตามเคย”
ใครอยากอ้วก..อ้วก ใครใคร่หลับ…หลับ สุดท้ายเราก็หลับรอเจ้อยู่หน้าร้าน เหมือนหลายๆครั้งที่ผ่านมา
เจ้เป็นคนเพื่อนเยอะ เพราะความจริงใจและน้ำใจที่ล้นเหลือ เจ้เอื้อเฟื้อต่อเด็กและคนชราอยุ่เสมอ (ขอเน้นว่าเป็นเพศชาย) ฮ่าๆๆ ทุกคนสบายใจที่ได้คุยกับเจ้ เรื่องนั้นเรารู้กันดีเพราะเราก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกันทุกครั้งที่มีโอกาสได้คุยกับเจ้ ซึ่งโอกาสที่ว่าหายากพอกับการลากเจ้กลับบ้านหลังร่ำสุรา เจ้ไม่ได้มีธุระอะไรมากมายต่อวัน เพียงแต่ แต่ละที่ที่เจ้ไปเจ้จะใช้เวลานาน กว่าจะร่ำลาจากเค้ามาได้ก็หมดวันแล้ว
ครั้งนึงเราหักคอเจ้โดยการบุกไปหาถึงบ้าน กะว่าไม่ให้มันเจอคนอื่นให้ไขว้เขว ซึ่งได้ผล เพราะวันนั้นทั้งวันเราหมกตัวกันอยู่ที่บ้านบนเนินของเจ้ โดยที่เจ้ไม่ต้องร่ำลาใคร เราค้างคืนกันที่นั่น คืนที่อากาศหนาว ผู้ดีวิปริตอย่าเราๆ จึงตั้งน้ำชงชาคลายหนาว ดื่มชาเขียวแก้หนาวกันไปแปดกา พร้อมทั้งพูดคุยสนทนาภาษาดอกไม้จันท์กันอย่างเมา(ชา)มัน..ทั้งคืน เช้าวันรุ่งขึ้นขณะที่เจ้กำลังตั้งไฟต้มชากาที่เก้า…นังไฮโซร้องโวยวายออกมาจากในห้องน้ำ “พอเหอะอีเจ้……เขียวแล้วมึง” หลังจากคืนนั้นชั้นไม่เคยเจอเจ้ได้นานเกินสองชั่วโมงอีกเลย เราต่างแยกย้ายกันไปตามทางของแต่ละคน แต่ถึงยังไงค่ำคืนนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำของชั้นเสมอ มันสนุก..และอบอุ่นแม้ในคืนวันอากาศหนาว ไม่รู้เพราะเจ้ หรือเพราะชาทั้งแปดกานั่น
7 comments June 20, 2007
เพื่อนยาก..ยาก ตอนที่ ๕
ผู้หญิงขำๆ..ที่ทำเราเสียน้ำตา..
“คุณบอยยยยยย….คือคุณพี่จะทำโน่น….จะทำนี่….” ตลอดชีวิตของผู้หญิงคนนี้ไม่เคยหยุดเคลื่อนไหวหรือคิดทำอะไรเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น ไม่เคยหยุดสู้และทำทุกอย่างตั้งแต่ยังคิดไม่ทันเสร็จ บางครั้งมันก็รวดเร็วเหลือเกิน ปานสายฟ้าฝ่า ชั้นยังจำได้ดีเมื่อตอนงานขายของหน้าคณะ พวกเราประดิษฐ์สิ่งของต่างๆไปวางขายกัน วันแรกตุ๊กตาถุงมือผ้าของเธอขายดี จนทำให้เธอผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นยอะมากในวันที่สอง ซึ่งมากเกินกว่ากำลังซื้อของผู้ร่วมงาน จนกระทั่งวันสุดท้าย พวกเราก็ได้รับตุ๊กตากลับบ้านไปคนละตัวสองตัว หรือแม้กระทั่งเมื่อคราวที่เธอไปรับเขียนรูปที่ภูเก็ต เธอก็สามารถเขียนได้วันละมากกว่าช่างเขียนทั้งร้านเขียนทั้งวันมารวมกัน บางวันเธอโทรมาบ่นว่า “วันนี้เขียนได้น้อย ไม่ถึงสิบรูป นับว่าไม่เข้าเป้า เซ็งจังคุณบอยยยย…”
กลับจากงานหนักที่ภูเก็ตครั้งแรก เธอหอบเอาประสบการณ์ความรันทดในการทำงานกับคนแย่ๆที่โน่นมาเล่าให้พวกเราหัวเราะกันจนน้ำตาไหล คุณอ่านไม่ผิดหรอกคะ มันเป็นเรื่องขำขันจริงๆ เนี่ยเป็นความสามารถพิเศษของเธอ เธอเล่าทุกเรื่องรันทดเป็นเรื่องฮาได้เสมอ เราเคยคิดว่าถ้าเธอมีโอกาสเข้าวงการ เธอคงเป็นเหมือน โน๊ต อุดม ภาคผู้หญิง ทั้งลีลาการเล่า ภาษาที่ใช้ รวมทั้งหน้าตาแบบ โจซิงฉือผมยาว มันเป็นองค์ประกอบที่ลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ มีเธอที่ไหนย่อมมีเสียงหัวเราะที่นั่น แต่หลายครั้งหลายหนที่หัวเราะปะปนกันกับน้ำตา “ทุกครั้งที่ผิดหวังเสียใจเราถึงจะเห็นหัวมัน” นังไฮโซเคยปรามาสไว้เช่นนั้น ซึ่งจริงของมัน เธอจะกลับมาหาเราทุกครั้ง พวกเราไม่ได้อาศัยคำหวานปลอบใจเพื่อให้ความรู้สึกมันดีขึ้นเลย เพียงแค่คำซ้ำเติมเจ็บๆ คันๆ แค่นั้นก็ช่วยได้ เธอจะมาให้เพื่อนซ้ำเติมทุกครั้ง และทุกครั้งหัวข้อก็จะเปลี่ยนเป็นเรื่องขำๆ แทน หนามยอกมันต้องเอาหนามบ่ง มันเสียใจเรื่องอะไรเราจะเน้นๆ ย้ำๆ ไปที่จุดนั้นเลย ไม่นานมันก็จะฝ่อแล้วก็หายไปเอง นี่เป็นวิธีรักษาเฉพาะทางเท่านั้น อาจไม่ได้ผลกับทุกดวงใจบอบช้ำ ฮ่าๆๆ
แยกย้ายจากกันหลังจากต่างคนต่างเรียนจบ สาวเหนือเดินทางไปทำงานทางภาคใต้ ขณะที่คนใต้บางคนตะกายไปหาอะไรทำทางเหนือ เธอไปอยู่นานเหมือนกัน ชั้นเองก็ยุ่งกับงานใหม่เลยไม่เคยมีโอกาสไปเยี่ยมเธอเลยแม้สักครั้ง ข่าวเรื่องสุขภาพไม่ค่อยจะสู้ดีนักของเธอชั้นเองก็พอรับรู้มาบ้าง แต่ไม่เคยเอะใจว่าอะไรในชีวิตเธอมันจะรวดเร็วไปซะทั้งหมด ชั้นอึ้งไปพักใหญ่หลังจากได้รับโทรศัพท์จากเชียงใหม่ว่า เพื่อนสาวของชั้นคนนี้ไม่อยู่สร้างเสียงหัวเราะได้อีกต่อไป น้ำตาไหลอย่างไม่รู้ตัว เราเดินทางไปร่วมงานศพเธอ ชั้นยังนึกตำหนิตัวเองเสมอ “ทีตอนดีๆไม่ดูแลรักษา ไม่รู้จักมาหากัน พอตอนนี้หละก็มาได้” แต่ถ้าให้ย้อนเวลากลับไปชั้นก็คงยังเป็นเหมือนเดิม เรื่องนั้นชั้นรู้ดี :’(
หลังจากพบหน้าแม่เธอ ที่ดูเหนื่อยล้ากับการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง ชั้นหดหู่เหลือเกิน แต่พอแม่ชวนให้นอนกันซะที่นี่ “นอนห้องนุ้ยแหละลูก นอนเป็นเพื่อนนุ้ยมัน” คือเพื่อนก็เพื่อนอะคะ แต่…เอ่อ…คืองี้ ชาวเหนือเค้าจัดพิธีศพอย่างใกล้ชิดกัน คือจัดที่บ้าน เพื่อนสาวสุดฮาของชั้นนอนหลับแน่นิ่งอยู่ที่นั่นด้วย เราจึงตัดสินใจแอบย่องไปหาที่นอนที่อื่นกันอย่างเงียบเชียบในคืนนั้น โดยมิได้ลาแม่
วันรุ่งขึ้นเพื่อนรุ่นน้อง รุ่นพี่ แห่แหนกันมาร่วมงานศพเธออย่างคับคั่ง ทั้งงานมีแต่เสียงหัวเราะเมื่อเราพูดถึงเรื่องราววีรกรรมของเจ้าภาพผู้หลับใหล ชั้นเพิ่งเคยเห็นงานศพที่สนุกสนานก็งานนี้แหละ “อำกระทั่งคนตายนะพวกมึง” “เฮ้ย แต่กูว่าถ้ามันเห็นมันคงดีใจหวะที่เพื่อนมาร่วมงานสังสรรค์สั่งลาของมันกันเยอะขนาดนี้” เสียงฮาเฮก็เงียบลงเมื่อเวลาเผาจริงๆมาถึง มันเป็นเครื่องยืนยันว่าต่อไปนี้เราจะไม่มีเรื่องเล่าขำขันจากเพื่อนหญิงคนนี้อีกแล้ว นั่นแหละพวกเราถึงมีน้ำตา ทุกวันนี้เรายังคิดถึงเพื่อนคนนี้เสมอ แม้ว่าการพูดถึงเธอจะไม่ใช่เรื่องดีงาม เรื่องน่าชมเชย ออกแนวอำกันซะมากกว่า แต่ทำไงได้นั่นมันเป็นสไตล์ของพวกเรานี่นา ถึงยังไงนั่นก็แปลว่าคิดถึงเหมือนกันนั่นแหละ
1 comment June 20, 2007
เพื่อนยาก..ยาก ตอนที่ ๔
ผู้ชายที่น้ำใจ…ไหลเรี่ยราด
เพื่อนชายที่ยากจนเงินตรา คนที่ทำให้ชั้นเข้าถึง คำว่า น้ำใจ อย่างถ่องแท้และซาบซึ้ง คนอะไรให้คนอื่นได้แบบหมดตัว ทุกครั้งที่มันมาเล่าเรื่องการเสียสละของมันให้ชั้นฟังชั้นต้องด่ากลับไปทุกครั้ง เพราะชั้นเชื่อว่าผู้คนมัก ตักตวงเอาผลประโยชน์จากคนอย่างมันได้อย่างง่ายได้ เหมือนเวลาที่หารายได้เสริมจากการขายหรือบ่อยครั้งก็แจก เซรามิค ผลงานแห่งจิตวิญญาณที่ต้องเสพด้วยจิตสะอาดเท่านั้น มันบอกชั้นยังงั้น ฉะนั้นถ้าใครแสดงทีท่าชื่นชมหรือเข้าถึงผลงานของมัน มันก็แทบจะใส่พานให้เค้าไปเลย ไม่เอาตังค์ เวรร…แล้วมึงจะมาขายทำไมวะ
ครั้งนึงมันบอกชั้นว่า มันไปเซ็นค้ำประกันให้เพื่อนที่มีฐานะดีกว่ามัน ในการกู้เงินจาก สหกรณ์ครูบาอาจารย์อะไรเนี่ยแหละ ซึ่งผลการกระทำครั้งนั้น ทำให้มันกลายมาเป็นลูกหนี้สหกรณ์ อย่างทุกวันนี้ ชั้นด่ามันเหมือนเคย แต่ครั้งนี้ชั้นเป็นกังวลใจกับการเป็นคนมีน้ำใจของมันเหลือเกิน กลัวว่ามันจะแย่กว่าในวันข้างหน้า ถ้ามันยังหลั่งไหลน้ำใจไม่คิดหน้าคิดหลังแบบนี้ โลกของมันสวยงาม และเถรตรง มันเกลียดการเอารัดเอาเปรียบ เนื่องจากมันไม่เคยเอาเปรียบ เกลียดการเดินทางลัด จากระยะหลังที่มันบ่นเบื่อระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัย ที่เริ่มออกนอกระบบ หลายอย่างต้องคำนึงถึงธุรกิจมากกว่าการให้ความรู้ เหมือนอย่างการศึกษาในอุดมคติของมัน
- he : “แม่งทุกวันนี้กูไม่เห็นครูดีๆจะอยู่สอนได้นานเลยหวะ”
- he : “กูอยากเปิดโรงเรียนสอน เซรามิค ให้กับคนที่อยากเรียนจริงๆ แบบไม่คิดตังค์หวะ มึงว่าดีมั้ยวะ”
- me: “เอ่อ…แล้วมึงจะแดกอะไรครับท่าน”
- he : “กูจะเสพความสุขประทังชีพ ฮ่าๆๆ”
- me: “ถุย… ไอ้ติสเอ้ย”
กว่าจะมาเป็นหนึ่งในผู้ทรงศีล ชีวิตมันผ่านเรื่องอบายมุขมาทุกอย่าง มันเล่าให้ฟังเรื่องความผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตมันครั้งนั้น “น้ำตาแม่ทำให้กูเลิกหวะ พอกันที กูจะเป็นคนดีแล้ว” หลังจากนั้นมันก็ลาขาดจากอบายมุข อย่างที่ไม่หวนกลับไปหามันอีกเลย
แต่เรื่องที่มันคงเลิกไม่ได้เลยนั้น สงสัยจะเป็นเรื่องความ สกปรกฉิบหาย ของมัน หากคุณคิดที่จะเยี่ยงกายเข้าไปในสำนักของมัน ต้องมั่นใจว่าคุณมีพื้นฐานบัลเล่ย์หรือยิมนาสติกมาบ้างพอสมควร เพราะคุณจำเป็นต้องกระโดดก้าวเขย่งเวลาเดินในบ้านมัน เพื่อหลบหลีก เศษดิน เศษปูนจากงานปั้น เศษอาหารแมว กองฉี่แมวเป็นหย่อมๆ พร้อมกลิ่น ฯลฯ เนื้อตัวมันก็เลอะเทอะไปด้วยเศษดิน น้ำเคลือบเซรามิค ไหนจะกลิ่นหืนๆตอนที่มันอุตริทำผมทรงชาวจาไมก้ายอดฮิต แม้กลิ่นน้ำใจหอมหวนก็ไม่สามารถเล็ดลอดออกมาได้เลย เอ่อ…แต่สุดท้ายชั้นก็หาข้อสรุปได้ว่า ค่าความสกปรกคงมีปริมาณเท่ากับ คุณค่าน้ำใจใสสะอาดของมัน นั่นเอง
6 comments June 19, 2007
เพื่อนยาก..ยาก ตอนที่ ๓
เรื่องราวของเพื่อนสาวสุด….ไฮโซ
-
she : “ชั้นจะมาถึงตอนบ่ายๆวันเสาร์นะ แกมารับได้มั้ย”
-
me : “โหยไกลหวะ เรียก taxi มาดิ”
-
she : “แหม..ไกลที่ไหนแค่ดอนเมือง ทางผ่านไม่ใช่เหรอ”
-
me : “ผ่านฮวงซุ้ยมึงซิ บ้านกูอยู่สุวรรณภูมิ อะ”
-
she : “เอาน่าไหนๆก็จะไปช๊อปกันอยู่แล้ว มารับกูพร้อมกันไปเลย”
-
me : “กูต้องปูพรมแดงให้มึงด้วยมั้ยอีคุณนาย”
-
she : “มึงไม่มาเดี๋ยวกูโทรเรียกคนอื่นมารับนะ เอ้อ” (แหม ดูมันโก่งราคาตัวเอง)
-
me : “เออ…หาให้ได้นะมึง”
-
she : “โห…..มันลำบากนะมึง ของกูก็เยอะ taxi ก็ไว้ใจไม่ได้ กูกลัวโดนปล้ำ..บลาๆๆ”
-
me : “เออ..เออ…ดูก่อน เดี๋ยวกูโทรบอก”
ความจริงชั้นตกเป็นคนขับรถของมันตั้งแต่รับโทรศัพท์มันแล้วหละ แต่ไม่รู้ทำไมอยากแกล้งมัน คงเหมือนที่เพื่อนๆคนอื่นชอบทำกัน มันไม่เคยโกรธใคร เหมือนที่ใครๆก็ไม่โกรธมัน เรื่องที่โกรธใครไม่เป็นเนี่ยแหละ ทำให้เพื่อนๆไม่ถือสาแม้มันจะจิกใช้เค้ากันขนาดไหน เพื่อนสาวไฮโซของชั้นคนนี้ไม่ธรรมดา คือมันถือมากว่า เรื่องกินต้องมาก่อน เน้นกินดีอยู่ดีแต่รายได้อืมม…ไม่ค่อยดี ส่วนเรื่องหมาไม่เลือกหน้าก็เป็นเรื่องที่อาจปลิดชีวิตมันได้อย่างไม่รู้ตัว ครั้งนึงที่เราไปเที่ยวเกาะกัน คืนสุดท้ายบนเกาะ ขณะที่สำเร็จความหิวด้วยหลากหลายอาหารจานโตบนโต๊ะ ขนาดที่เจ้าของร้านถึงกับเดินมาดูให้แน่ใจว่าโต๊ะนี้มันกินกันแค่ สามสาว จริงเหรอ เมื่ออิ่มหมี เสน่ห์จังไกล ของพวกเราก็เริ่มทำงาน มันลอยไปสะกิดต่อมหนุ่มๆ โลโคลพีเพิล โต๊ะข้างๆอย่างแรง คืนนั้นเกือบเอาชีวิตไปทิ้งที่เกาะซะแล้ว เมื่อเรื่องเริ่มจากการถูกแทะโลมด้วยวาจา จนกระทั่งเกือบจะจบลงที่บาทาชาวใต้ อันเนื่องมาจากฝูงหมาที่เราปล่อยออกมาเห่าหอน โดยเฉพาะเพื่อนสาวคนนี้ แทบจะปีนไปขี่คอ จิกกระบาลกลุ่มหนุ่มสูงอายุกลุ่มนั้นอย่างลืมตัว ฮ่าๆๆๆ
อย่างทีบอกว่ามันไฮโซ ฉะนั้น จิบกาแฟ ชมสวน อย่างอ้อยอิ่งยามเช้า นับเป็นกิจวัติที่ยึดถือปฏิบัติมาตลอดชีวิตมัน เพื่อนวาสนาสูงของชั้นคนนี้ ไม่ชอบงานหนัก รักสบาย ชอบผู้ชายมีรสนิยม ซึ่งผู้ชายเหล่านั้นไม่ชอบมัน ฮ่าๆๆๆ “เรื่องผู้ชาย กูปล่อยวางแล้ว พุทโธ ๆๆ” โถแม่คนทรงศีล มันเปรยมานานแล้วว่า “กูจะต้องไปธุดงค์แถวอินเดีย เนปาล ธิเบต ให้ได้” เอ่อ.. นะขึ้นสะพานลอยมึงยังหอบเป็นหมาหอบแดด มันรักการท่องเที่ยวแบบอินดี้เป็นชีวิต แต่ชีวิตนี้ยังไม่เคยไปไหนไกลเกินลาวอะ เพื่อนสาวช่างฝัน มันมีหลายฝันเพราะมันรักการนอนกลางวันระหว่างงานเป็นชีวิต แต่ถึงยังไงชั้นก็เชื่อเหลือเกินว่าฝันของมันจะเป็นจริงได้ ไม่ว่าจะเรื่องเดินทางหรือธุรกิจเท่ห์ๆของมัน เพราะมันมีไอเดียที่หลากหลายและมีสไตล์เป็นของตัวเอง ที่สำคัญความดีที่มันมีจะไม่ทิ้งให้มันฝันนานนัก ทุกวันนี้มันเป็นลูกสาวยอดกตัญญูอย่างที่วัลลียังอาย อยู่แถวบ้านเกิด ไม่รู้ซิมันมีความจริงใจสากๆบางอย่างที่ชั้นสามรถสัมผัสได้ แล้วชั้นก็ชอบ มิตรภาพที่ดิบ สด แบบนี้หวะ มันแซ่บดี…ชี๊ดดดดดดดด
5 comments June 19, 2007
เพื่อนยาก..ยาก ตอนที่ ๒
เรื่องอยากเล่า….ของคนเข้าใจยาก…
สิบปีกว่ากับการรู้จักใครสักคน คงไม่น้อยไปที่บอกว่า แนบแน่นโคตรๆแต่ความสนิทที่ว่าก็เหมือนไม่รู้จักกันเลย ในบางคราว….
เพื่อนยากคนนี้ รู้จักกันมาร่วมสิบกว่าปี หลายคนแอบคิดอัปลักษณ์ ว่ามันอาจเป็นเบี้ยนกันในท้ายที่สุด หลังจากแห้งเหี่ยวมาพร้อมๆกัน ฮ่าๆๆๆ ไม่ไหว กินกันไม่ลง กลืนกันไม่ไหวจริงๆ โปรดอย่าจินตนาการเลย เรื่องของเรื่องคือเพื่อนชั้นคนนี้ไม่มี ไคลเม๊กซ์ อ๊ะ หยุด..ดิฉันไม่ได้หมายถึงจุดๆนั้นคะท่านผู้อ่าน อิชั้นหมายถึงมันไม่สามารถเล่าอะไรตั้งแต่ต้นจนจบให้เราๆท่านๆ ไม่งงได้ สุดยอดมั้ยหละ อะยังคะ ยังไม่ใช่จุดนั้นเช่นกันคะ (เอ่อ..เรื่องนี้จะถูกแบนมั้ยเนี่ย..) หลายครั้งที่เราถูกหลอกให้ฟังเรื่องเล่าของมันเป็นเวลานาน..นนน เมื่อเราฟังกันมาจนจบ เราก็พบว่าจุดจบของเรื่องทิ้งเงื่อนงำให้สมองของท่านๆทำงานอย่างหนักว่า
เอ่อ… มันจะเล่าอะไรกันแน่หนอ ….ท่านจะงงแล้วปลงไปในที่สุด
หรือหากว่าใครที่กำลังมองหาความความสมดุล รับรองไม่เจอในตัวผู้หญิงคนนี้อีกเช่นกัน หลายครั้งที่มันไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ด้วยเวลาอันสั้น บางคนบอกว่ามันโลเล แต่ชั้นชอบที่มีพี่คนนึงบอกว่ามันเป็นเค่ คนที่คิดเสียงดัง เท่านั้น คือเราทุกคนมีการะบวนการคิดหรือตัดสินใจอะไรก็ตาม เพียงในใจใช่มั้ยหละ
แต่ผู้หญิงคนนี้จะออกเสียงออกมาเลยเท่านั้นเอง บางครั้งก็ดังอยู่เนิ่นนานเกินกว่าทีใครคนนึงจะทนได้ โดยเฉพาะเหล่าแม่ค้า ที่ด่าตามไล่หลังมาบ่อยๆ
แต่บางครั้งมันก็เร็วจนน่าตกใจ มีครั้งนึงมันโทรทางไกลมาหาเพื่อบอกว่า
-
she : “แกชั้นอยู่ลาวนะ”
-
me : “อ้าว…ไปกับใครวะ?”
-
she : “เออ.. มาคนเดียว คิดเมื่อคืน…มาเมื่อเช้าหวะ”
-
me : “……………………………………”
-
she : “มามั้ย รออยู่นี่นะ”
-
me : “เอ่อ……………………………………อ”
ชั้นเลยตัดสินใจยกตำแหน่ง ผู้หญิงโนแพลน ให้มันไปเลยอารมณ์ศิลปินห้ามกันไม่ได้ เมื่อครั้งรู้จักกันใหม่ๆ ชั้นงงและรับไม่ได้ แต่ก็อย่างที่บอกมันเป็นหินสีสวยก้อนใหญ่มาก…ก้อนนึง ที่ยากต่อการหล่นหายไปตามร่องของกาลเวลา เพราะน้ำใจและมิตรภาพที่มีมันพอกพูนจนทำให้หินก้อนสวยก้อนนี้ ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่ง…อย่างเกินคาดหมายทีเดียว
2 comments June 19, 2007
เพื่อนยาก..ยาก ตอนที่ ๑
ชีวิตนึงมีเพื่อนแท้สักคนก็คุ้มค่า…. มีคนเคยกล่าวไว้เช่นนั้น
ยังคงจำได้ดีและยังแอบคิดว่า องุ่นเปรี้ยว หละซิคนที่พูดอะ
แท้จริงมิมีใครคบหาซะละม้าง…
พอนานวันเข้าเรื่มเข้าใจความหมายที่ว่าอย่างแท้จริง
หลังจากผ่านการหักหลังมาซะน่วม ผ่านการมีเพื่อนมากมาย คนนั้นอย่างคนนี้อย่าง
บางคนรักเราอย่างจริงใจ แต่บางคนก็เกลียดอย่างจริงจัง
ทั้งที่ไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้มันเจ็บช้ำหนักหนา
หลายคนที่ร่ำลากันไปพร้อมกับเพื่อนที่ไม่อยากทำความเข้าใจอีกตั้งโขยง
ยายเคยบอกว่า หาเพื่อนดีๆ ก็เหมือนหาอัญมณีมีค่า
ต้องร่อนแล้วร่อนอีก จนกระทั่งกรวดดินไร้ค่ามันหล่นหายไปตามร่องตามรู
ตามกาลเวลา และตามแรงเขย่าของปัญหา
สุดท้ายที่ยังเหลืออยู่บนตะแกรงนั่นแหละ ของแท้
หันกลับมานับเม็ดกรวดสีสวยที่เหลืออยู่ในตะแกรงตัวเองอีกที
เหลืออยู่ไม่มาก ซึ่งนับง่าย แล้วก็ไม่งง
ทุกวันนี้รู้แล้วว่าเราโคตะระโชคดี
เพื่อนหนะมี แต่ไม่มาก แต่ละคนหนะเพื่อนยาก..ยากทั้งนั้น
ทั้งยากจนมั่งหละ แต่รวยฉิบหายที่น้ำใจ
เข้าใจยากมั่งหละ เพราะมันเองยังไม่เข้าใจตัวเองเล้ยยยยย..
ยากที่จะปฏิเสธมันมั่งแหละ เพราะอีนี่จะขอได้อย่างหน้าตาเฉยๆ
ยากที่จะตามมันทันก็ด้วย ซึ่งมันจะเร็วเป็นจรวดเทอร์โบ ทุกเรื่อง
บางคนก็หาตัวยาก เพราะยุ่งเหยิงกับชีวิตตลอดเวลา
บางคนก็ยากที่จะไปหา เพราะว่าจากไปไกลเหลือเกิน
แต่เรื่องยากๆเหล่านี้ไม่ยากเกิน…
นับรวมกันได้ไม่เกินจำนวนนิ้วมือที่มี บางคนต้องยกนิ้วเท้าเอามานับด้วยยังไม่พอ
แต่ฉันพอใจจะนับนิ้วแบบนี้ ทำไงได้ก็เรามันคนไม่เก่งเลข
แต่เชื่อมั้ย มันไม่ยากเลยถ้าจะบอกว่าแต่ละคนที่เหลืออยู่มันเหลือเชื่อยังไง
2 comments June 18, 2007