Archive for July, 2007
หมีขาวกับผู้เฝ้าดูเจ้าน้ำตา
วันก่อนดูสารคดีช่อง สี่เหลี่ยมสีเหลือง แล้วนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว…ท่าจะประสาท…แต่แหม…ก็เรื่องราวมันช่างซาบซึ้ง ตรึงจิต ซึ่งเป็นเรื่องจริงดังนี้
ลูกหมีขาวชื่อ peace แห่งสวนสัตว์แห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ที่อาศัยอยู่กับผู้ดูแลผู้ใจดีคนนึง อิอิ จำชื่อไม่ได้อะว่าเค้าชื่อะไร ผู้ชายแสนดีคนนี้มีความรักให้กับเจ้าหมีขาว ประดุจดั่งเป็นลูกชายคนนึงของเค้าเลยทีเดียว เค้าสอนให้มันอยู่รอดและดูแลมันตั้งแต่มันตัวเล็กๆเดินตามเค้าสี่ขาต้อยๆ เหมือนลูกหมายังไงยังงั้น ฉันเองก็อดอมยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นมันวิ่งตามคุณผู้ดูแลพร้อมเสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งสีแดงที่คอของมันไปทั่วสวนสัตว์
เค้าป้อนนมมัน นอนกับมัน เล่นกับมัน เหมือนพ่อกับลูก จนกระทั่งมันเริ่มตัวใหญ่ขึ้น ถึงเวลาต้องปล่อยให้มันนอนตัวเดียวในกรงที่สวนสัตว์ ซึ่งมันก็ร้องโหยหวนอยู่หลายวันกว่าจะปรับตัวได้
เค้าสอนมันว่ายน้ำ หมีขาวจะต้องว่ายน้ำเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกายเมื่อหน้าร้อนมาเยือน แต่เจ้า peace ไม่ยอมเตะน้ำเลยในตอนแรก ต้องเอาขวดนมมาล่อมันอยู่นาน วันนึงขณะที่เค้าสอนมันว่ายน้ำ ในวันที่อากาศร้อน มันคงหิวและหงุดหงิด มันจึงกัดเค้าที่แขนอย่างไม่ตั้งใจ เค้าดุมันพร้อมทั้งจ้องหน้ามัน น่าแปลกที่มันหงอย และแสดงให้เห็นเหมือนว่ามันเองก็เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น กิริยานั่นแทนคำขอโทษได้เป็นอย่างดี เค้าบอกว่า ครั้งนี้นี่เองที่ทำให้เค้ามั่นใจว่าระหว่างเค้ากับมันคือความเชื่อใจ มันเชื่อใจเค้าและเค้าก็ไว้ใจมันได้เช่นกัน เพราะขณะที่เค้าดุมัน มันไม่ได้ตอบโต้อะไร ได้แต่ทำหน้าเศร้า เหงาหงอยอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา และในที่สุดมันก็ว่ายน้ำได้เหมือนหมีขาวตัวอื่นๆ
เมื่อมันอายุได้ห้าขวบ ตัวมันก็ใหญ่มาก เค้าก็คิดว่าควรให้มันกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับหมีขาวด้วยกันตัวอื่น เพราะเค้าไม่อาจดูแลมันได้ไปตลอดชีวิตของมัน เค้าตั้งใจจะเตรียมความพร้อมในส่วนนี้ให้มันเหมือนทุกครั้งที่เค้าทำ มันจึงได้กลับมาอยู่เคียงข้างกับแม่ของมันเพียงแค่ฝาผนังกั้น แต่ความอบอุ่น คุ้นเคย ที่คุณผู้ดูแล พยายามจะฝึกให้มันได้รับจากพวกเดียวกัน กลับกลายเป็นผลร้ายต่อมันอย่างร้ายแรงที่สุด เมื่อแม่ของมันเองกลับจำมันไม่ได้เลยแม่แต่น้อยว่ามันเป็นลูก มันเจอแต่ความก้าวร้าวที่แม่มอบให้จากสัญชาติญาณการป้องกันและรักษาอาณาเขตของสัตว์ทั่วไป จนกระทั่งก่อเกิดเป็นความตึงเครียดในจิดใจของมัน
เจ้า peace มีอาการลมชักอยู่บ่อยๆในกรงข้างๆแม่มันนั่นเอง อาการชักเริ่มรุนแรงมากขึ้นทุกครั้งที่มันถูกขู่ จนกระทั่งทำให้มันเป็นอัมพาตช่วงล่างไปอย่างน่าสงสาร เนี่ยแหละสาเหตุที่เจ้าหมีขาวสามารถเรียกน้ำตาจากฉันได้อย่างง่ายดาย
ท้ายที่สุดผู้ดูแลคนเดิม ต้องแยกมันกลับมาอยู่ตัวเดียวเหมือนเมื่อก่อน พร้อมกับแบกความรู้สึกผิดกลับมาอีกกระบุงใหญ่ มีประโยคนึงที่เค้าพูด “ความหวังดีที่มองจากมุมมองของมนุษย์ และด้วยความรัก ความห่วงใย โดยปราศจากการเข้าใจความต้องการจริงๆของสัตว์ นำมาซึ่งการทำร้ายมันอย่างที่เห็น” น่าเสียใจที่เค้าทำร้ายมันจากความรัก ความห่วงใยของเค้าเองอย่างไม่ตั้งใจ
ทุกวันนี้เค้ายังดูแลเจ้า peace ยังคงจัดงานวันเกิดให้มันพร้อมกับครอบครัวของเค้า ยังคงทำการ์ดวันเกิดให้กับมันทั้งที่มันเองก็อ่านไม่ออก ยังคงห่วงใยมันผ่านกรงเหล็กที่แข็งแรง มันคงไม่โดดเดี่ยวหากมีเค้าเฝ้ามองมันอยู่นอกกรงนั่นอย่างอ่อนโยนตลอดไป แต่ใครจะรู้ว่ามันจะนานอีกซักเท่าไหร่ ….
ความรักมันจะมีคุณค่าและความหมายอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อถูกมอบให้อย่างถูกที่และเหมาะสมกับคนคนนั้นอย่างแท้จริง อย่าตัดสินความสุขของใครด้วยความต้องการของเรา มันมักจะให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามเสมอ :’(
6 comments July 27, 2007
นมร้อนๆ ของคนเหงาๆ


-
“อ้าว… ป้าขาเราไปดื่มนมร้อนกันก่อนมั้ยคะ”
-
“อ้าว….ก็หนูชอบไปนี่คะ..ไปร้านที่ซีคอนก็ได้… ”
-
“นมร้อนที่ซีคอนอร่อยเนอะ… นมร้อน..ที่มันต้องเป่าก่อนนะคะ ”
-
“อะ….แต่แก้วนี้มันร้อนเกินไป… ” สารพัดพรรณาจากหลานสาวไฮโซ ตัวแสบ..
ชีร้องเรียกหานมร้อนทุกครั้งที่ชั้นโผล่หน้าไปเป็นสารถีรับเธอกลับจากโรงเรียน เหมือนเป็นความเคยชิน และคงเป็นถาพคุ้นตาของเจ้าของร้านและคนแถวนั้น ที่อีนังป้าหลานจะต้องมานั่งละเลียดฟองนมกันยามบ่ายที่ฝนตกปรอยๆ เสมอ…
ชั้นชอบร้านกาแฟ แต่ไม่กินกาแฟ ชอบกลิ่นหอมๆที่ลอยอบอวลอยู่ในร้าน ชอบบรรยากาศที่มีภาพผู้คนมานั่งเหม่อลอย บางคนก็มาคอยเพื่อน เจอกันที่ร้านกาแฟดีกว่ายืนรอตามเสาไฟฟ้าเป็นไหนๆ แต่ถ้าใครมานั่งคนเดียวก็จะดูเหงามากขึ้นเป็นสิบเท่า หลายร้านมีคนมานั่งเพื่อสร้างภาพอะไรบางอย่าง เพราะราคาแพงลิบ ขนาดที่สามารถแลกกับข้าวแกงได้สามมื้อ แถมน้ำกับน้ำแข็งให้ด้วยเอ้า.. แต่คนก็ยังคงนั่ง…นาน…. ผิดกับบางร้านที่คนเดินผ่านมาแค่ซื้อแล้วจากไปเพราะที่ทางในร้านไม่สร้างภาพลักษณ์ใดๆ ไม่เก๋แต่รสชาดรุ่นเกทับร้านดังได้สบายๆ บางร้านเดินผ่านแล้วนึกว่าร้านเน็ท กาแฟหนึ่งแก้ว ต่อ แล็บท็อป หนึ่งเครื่อง….บางร้านก็เศร้าทุกครั้งเวลาที่ผ่าน เพราะมีประสบการณ์ไม่ดี แต่ชวนจดจำ…เฮ้อ…ชั้นยังคงอาศัยร้านกาแฟเป็นเหมือน ที่หยุดพัก หยุดคิด นั่งนิ่งๆ ดมกลิ่นกาแฟแก้เหงา รอใครสักคน…. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพื่อน ฮ่าๆๆ อาการเสพติดการนั่งเหงาตามร้านกาแฟ ดูเหมือนจะถ่ายทอดกันได้ทางพันธุกรรม ตะขาบถูกคายให้กับเจ้าตัวดีเสียหมดสิ้น เดี๋ยวนี้ชีเลยรักการนั่งร้านกาแฟเป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งชั้นก็อาศัยผลพลอยได้หลายอย่างจากอาการของหลานคนนี้.. “แหม…ก็หลานมันอยากกิน.. มาเป็นเพื่อนหลาน.. พาหลานมาเที่ยว.. ”สารพัดคำตอบจากชั้น ทุกครั้งที่บรรดาผู้คนมาไถ่ถาม
-
พาหลานมาหรือเอาหลานมาเป็นข้ออ้าง..
-
มาเป็นเพื่อนหลานหรือเอาหลานมาเป็นเพื่อน
-
หลานอยากกินหรือป้ามันอยากออกมานั่งแก้เหงาก็ไม่รู้เหมือนกัน
หลายครั้งชั้นแอบอาศัยความเดียงสาของหลาน ความไม่รู้เรื่องรู้ราวของชี มาเป็นเครื่องมือหาสิ่งชดเชยในส่วนที่ขาดหาย อยากรัก อยากดูแล อยากไปไหน อยากทำอะไรๆมากมายกับใครสักคน แต่มันไม่มีจริงๆคนๆนั้น เลยเอาทั้งหมดมาลงที่หลาน แทนที่ความว่างเปล่าด้วยกิจกรรมสารพัดที่ทำด้วยกัน เหมือนจะเป็นป้าที่แสนดี ป่าวเลย จริงๆแล้วเป็นป้าที่ฉวยโอกาสที่สุด…อย่าบอกชีนะ ถึงยังไงก็รักนั่นแหละนะเด็กโง่…
-
“นมป้าร้อนมั้ยคะ”
-
“เย้ย…ย.ยยยยย” :P
3 comments July 18, 2007
หน้ากาก


-
“ ป้าขา…. ทำหน้ากากกันมั้ยคะ ”
-
ป้าทำเพราะอยากให้หลานมีความสุข ป้าเองก็มีความสุขตอนที่ทำ
-
หลานใส่หน้ากากหลอก ต้องแกล้งกลัว…
-
หลานหลอกอยู่หลายครั้งหลายครา ต้องแกล้งตกใจทุกครั้งทุกครา
-
เด็กบ๊อง!!…ชอบเล่นหน้ากาก แลบลิ้นปลิ้นตาอยู่หลังหน้ากาก
-
ไม่รู้จะต้องใส่หน้ากากกระดาษไปทำไม
-
ในเมื่อเธอเองก็ทำหน้าตาเหมือนหน้ากากที่สวมใส่ไม่มีผิด
-
…………………………………………………………….
-
ผู้ใหญ่บ้า…อยากถอดหน้ากาก
-
หน้าสวยๆ ยิ้มแย้ม เป็นหน้ากาก เบื้องหลัง ภายในแลบลิ้นปลิ้นตา
-
ผู้ใหญ่ไม่ต้องอาศัยหน้ากากกระดาษ
-
เพราะวัสดุที่ดีที่สุดในการทำหน้ากากไม่ใช่กระดาษ
-
แต่เป็นสังคมต่างหาก สังคมบังคับให้บางครั้งผิวหน้าปรกติ
-
เปลี่ยนเป็นหน้ากากได้อย่างไม่ต้องลงมือ ตัด แปะ กาว แต่อย่างใด
-
……………………………………………………………
-
หน้ากากกระดาษถอดได้ทุกครั้งที่ต้องการ
-
หน้ากากสังคมถอดไม่ออกแม้อึดอัดขนาดไหน
-
………………………………………………………….
-
เลือกเล่นหน้ากากกับเด็กบ๊องดีกว่าเพราะว่าไม่เหนื่อย
-
เบื่อเมื่อไหร่ก็เลิก…แล้วชักชวนกันเล่นอย่างอื่นต่อไป…
2 comments July 9, 2007
อาศัยขำ..
ชั้นนั่งเครื่อง time-machine ย้อนเวลากลับไปเมื่อห้าปีที่แล้วอย่างไม่ตั้งใจ หลังจากเรารับเสด็จนังไฮโซโลคอสที่ดอนเมืองเป็นที่เรียบร้อย ในคืนนั้นเรามีนัดกับชายฉกรรจ์ร่วมโหล ซึ่งเป็นเพื่อนของหล่อนล้วนๆ เมื่อมาพร้อมกันที่ร้านพระนครบาร์ อาหารก็ถูกสั่งมากประเคนอยู่ตรงหน้าตามอย่างที่เราต้องการเหมือนปรกติเคยๆ แต่สิ่งไม่ปรกติคืออาการเมินอาหารของเจ้าหล่อน อาการไม่ค่อยดีหลังจากนั่งเครื่องร่อนจากภาคใต้มาเป็นเวลา 1 ชม. มันนานพอจะพรากเอาความรื่นเริงไปจากเธอรวมทั้งอาการอยากอาหารเสียด้วย อาการต้องหนักมากเมื่อเธอเมินใส่อาหารเช่นนี้ อาจต้องหามกันเลยทีเดียว พวกเราต่างเป็นกังวล แต่หลังจาก ซาร่าสองเม็ด และอาเจียนหนึ่งยก อาการน้ำในสมอง เอ้ย หู ที่ไม่เท่ากันก็ค่อยๆ หายไป กลับมาเห่าได้เป็นปรกติ เนี่ยข้อดีของมัน อึดรักษาหน้าที่ ไม่ว่าจะเจ็บป่วยแค่ไหน งานสร้างความฮาเฮย่อมมาก่อนเสมอ
ชั้นรู้สึกเหมือนทุกคนต่างทำหน้าที่กันอย่างเต็มที่ คนที่ฮาก็ฮากันไป คนที่ใส่ใจกับงานบริการก็ไม่ละเลยจะจดจำว่าเพื่อนคนไหนผสมอะไร คนที่รับจ้างมานั่งก็นั่งไปให้โต๊ะเต็มๆ คนที่ชั้นไม่ได้สนใจก็มีอีกมากและคนที่ไม่สนใจเราก็มีไม่น้อยเช่นกัน ในเมื่อวงมันกว้าง ความห่างของพื้นที่ก็เข้ามากั้นความใกล้ชิด เราอาจไม่ได้พูดคุยกับคนนั้นเท่ากับคนนี้ แต่เราก็หัวเราะร่วมกันได้อย่างทั่วถึง ชั้นถูกทำให้หัวเราะด้วยท่าทางและสีหน้าที่แค่มองก็ต้องเริ่มยิ้มแล้ว ของชายผู้ที่เต้นลูบเป้าได้ด้วยการลูบหน้า กับเสียงร้อง เอ้าวววสสส์…ซึ่งไม่สามารถเขียนออกมาได้เร้าใจดั่งเสียงจริง ส่วนบางคนก็ต้องอาศัยเวลาเกือบทั้งคืนในการอุ่นเครื่องเพื่อให้ร้อนพอจะเปิดการแสดง และเมื่อเค้าเปิดการแสดงเสียงตอบรับก็ดีอย่างที่เราคาดไม่ถึงเลยทีเดียว ดึ๊กๆๆๆๆ อาการเขย่าของช่วงเอวลงมาอย่างแข็งแรงนั้น สร้างความประทับจิตให้กับเพื่อนร่วมโต๊ะอย่างที่ผลของมันสามารถทิ้งร่องรอยรอบมุมปากให้เห็นได้ชัดในตอนเช้าของอีกวันเลยทีเดียว แล้วเราก็ไม่สามารถลืมชายผู้หล่อลื่นของเราอีกคน ที่ล้มอย่างสวยงามหลังจากการวิ่งก้าวกระโดดข้ามถนนสิบเลน ภาพนั้นตราตรึง หลังจากความพยายามจะสร้างความประทับใจโดยการนิ่ง เท่ อยู่นานในร้านแต่ไม่เป็นผล สุดท้ายการแสดงนอกสถานที่กลับได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม
ก่อนจากกันชั้นได้เห็นความประทับใจอีกสิ่งจากชายเหล่านี้ นอกเหนือจากเสียงหัวเราะที่มอบให้ เค้ายังมีน้ำใจอีกหนึ่งโขยงที่มอบให้ เมื่อรถชั้นสตาร์ทไม่ติด เหล่าผู้หาญกล้าก็กลับมาช่วยอย่างต็มที่ ชั้นได้เห็นว่าสาวบางคนก็คล่องเสียยิ่งกว่าชาย ทำเอาซาบซึ้งน้ำลายไหลกันเลยทีเดียว ในที่สุดชั้นก็กลับบ้านมานั่งเขียนขอบใจพวกเค้าหล่านั้นได้ที่บ้านชั้นเองอย่างปลอดภัย
นานแค่ไหนแล้วไม่รู้ที่ไม่ได้ ทำการยกกระชับหนังหน้าด้วยการหัวเราะที่รุนแรงเช่นนี้ ต้องขอบใจเหล่าชาวแกงค์ทั้งหลายที่นำร่องรอยเหี่ยวๆตรงมุมปากมาให้ ขอบคุณนะทุกคน ชั้นสนุกมากเหลือเกิน ขอบคุณ
1 comment July 8, 2007
ฝันที่ยังหายใจ..
![]()
เหนื่อยจริงกับการวิ่งตามความฝัน มันไม่ใช่กรณี AF, the star หรือ first stage แต่มันเป็นเรี่องการวิ่งตามความฝันขอคนวัยกลางๆ อย่างชั้นเอง ชีวิตที่ขาดฝันมันจะเป็นยังไง ชั้นตอบไม่ได้เลยจริงๆเพราะตั้งแต่จำความได้ก็ไล่ตามความฝันมาเรื่อยๆ ไม่เคยหยุด
ตอนเป็นเด็กเล็กๆ อยากเป็นนักร้องเหมือนน้องๆ AF แต่ยุคนั้นมันไม่มีเวทียิ่งใหญ่อะไรให้ประกวดประขัน นอกจากเวทีโรงเรียน ซึ่งชั้นก็เต็มใจเข้าร่วมอยู่เสมอ ตกรอบแรกอยู่บ่อยครั้ง ยังแอบคิดว่า ถ้าชั้นมาเกิดในยุคที่โอกาสทองเปิดรออยู่มากมายอย่างตอนนนี้หละก็ คงได้ไปเสนอหน้ากับเค้ามั่งหละ คงต้องมีขายหน้ากันมั่งหละ ฮ่าๆๆ แต่หลังจากรู้จักสมรรถภาพของตัวเองและน้ำเสียงอันทรงพลังการทำลายล้างอย่างดีแล้ว ชั้นเลยเลิกคิดเรื่องถือไมค์ แล้วหันมาสนใจเรื่องอนาคดอย่างอื่นแทน เลยเริ่มเปลี่ยนแนวความฝันผลิกผลันมาอยากเป็นสถาปนิก ซึ่งก็เป็นฝันอันนั้นไกลมากๆอีกเช่นกันสำหรับเด็กสายศิลปะอย่างชั้น สุดท้ายเลยแค่หลงรักสถาปนิกอยู่พักใหญ่ อย่างน้อยก็เคยย่างกรายเข้าไปอยู่ในวงการนั้น นับว่าเข้าใกล้ความฝันอีกทางนึง ถือเป็นการแก้เคล็ด ฮ่าๆๆ
แต่ฝันมันยังไม่จบแค่ตรงเอ็นทร้านซ์ไม่ติดนิเทศน์ศิลปากร ใช้เวลาสามปีในความพยายาม เพราะเมื่อการเรียนมหาวิทยาลัยปิดก็เป็นอีกฝันนึงเช่นกัน สุดท้ายก็มาลงที่ตรงดินแดนแห่งความฝัน มหาวิทลัยเชียงใหม่ ที่ๆทำให้ชั้นรู้สึกดีใจที่เราไม่ติดมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ไม่ติดศิลปากร, จุฬาฯ หรือที่ไหนก็ตาม เพราะชั้นคงพลาดความสวยงามหลายๆอย่างที่นี่ไป ที่สำคัญชั้นได้เดินทางไกล.. ไกลจากบ้านเป็นครั้งแรก ใช้เวลาอิสระสี่ปีสำหรับปริญญาตรี อีกหนึ่งปีที่แอบถ่วงเอาไว้เพราะยังไม่พร้อมสำหรับการบอกลา แต่สุดท้ายงานเลี้ยงก็ต้องมีวันเลิกลา ชั้นกลับมาสู่โลกแห่งความจริงในที่สุด
แต่ไม่เคยหยุดหรือทิ้งความฝัน ชั้นยังเสาะหาฝันไปเรื่อยๆ ยังมีอะไรอีกหนอที่อยากทำ อยากไป แล้วยังไม่ได้ทำ อยากทำงานในบริษัทโฆษณา ก็ทำแล้ว อ๋อ…แรกๆเคยแอบฝันถึง บ้านหลังเล็กๆที่มีเด็กกับพ่อของเด็กอยู่ในนั้น ครอบครัวที่แสนอบอุ่นของชั้นเอง แต่แล้วฝันนี้ก็ค่อยๆจางไปหลังจากการรับรู้ความโหดร้ายของเรื่องราวชีวิตคู่ที่เข้มข้นขึ้นของคนรอบข้าง อยู่ๆคำบางคำก็ผุดขึ้นมาในใจชั้น ชั้นอยากไปอังกฤษ นั่นเป็นสิ่งแรกที่อยากทำหลังจากลืมเรื่องฝันหวานๆของครอบครัวอบอุ่น อยากเห็นโลกกว้างๆ อยากไปท่องเที่ยว อยากไปเรียนรู้ อยากไปลำบาก อยากไปจากตรงนี่สักพัก อยากไปทำอะไรๆด้วยตัวเอง มีเวลาเป็นของตัวเอง โฟกัสที่ตัวเอง ไปทำอะไรดีหละที่มันได้ทั้งประโยชน์และยังสนองนีสตัวเองได้เป็นอย่างดี ไปเรียนต่อดีกว่า
อะฮ้า..ฝันนี้ราคาแพง และเดือดร้อนผู้คนรอบข้างมากมายกว่าที่คิด แต่มันก็เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมาถ้ามันไม่ได้ลองคงต้องค้างคาใจไปจนตาย ตั้งแต่วันนั้นจนกระทั่งวันนี้ฝันนี้ก็ยังไม่ถึงฝั่ง มันไม่ง่ายหรอก …อันนั้นชั้นรู้ดี เพราะไม่เคยมีฝันไหนได้มาง่ายๆเลยสักครั้งในชีวิต แต่ทุกฝันที่คว้ามามันก็คุ้มค่าเสมอ หวังว่าครั้งนี้ก็คงเช่นกัน และก็เชื่อเหลือเกินว่า ยังมีอีกหลายฝันที่กำลังเดินทางมาให้ไขว่ขว้า เห็นมั้ยหละว่าไม่มีช่วงไหนเลยที่หยุดฝัน เพราะชีวิตยังคงเดินไปและฝันยังหายใจอยู่ทุกวัน ;)
3 comments July 3, 2007
รถอดออม..ของพี่อัยมี่

“ป้าขา.. วันนี้พี่พลอยสวยทำกระปุกออมสินมาอวดด้วย สวยมาก มากเลย…” ตายหละ !! นึกขึ้นได้ว่าติดค้างการบ้าน เรื่องการประดิษฐ์กระปุกออมสินสำหรับการปลูกจิตสำนึกการออมตั้งแต่เยาว์วัย ตามที่โรงเรียนเค้ารณรงค์ โอ้เอ้มาตั้งแต่เมื่อวาน แล้วตอนนี้ชีก็มาทวงสิทธ์อันชอบธรรมของชีแล้วด้วย เพราะเป็นหน้าที่ของป้าที่ต้องดูแลเรื่องงานครีเอทีฟ (นังแม่มันเป็นคนมอบหมาย โทษฐานที่เรียนและอาศัยอยู่ในแวดวงศิลปะ ศิลเปอะ มานานนม) อะ..อะ ทำก็ทำ
กระบวนการประดิษฐ์ รถอดออมของพี่อัยมี่
- เริ่มจากการหากล่องกระดาษที่ไม่ใช้แล้วแต่ยังเก็บเอาไว้ต็มบ้าน
- นำมาตัดๆ แปะๆ กระดาษสีเข้าไปใหม่
- ปล่อยให้เจ้าตัวเล็กเค้าลงมือละเลงสาดสีสันเองอย่างสะใจ สีและลายที่ได้จึงเป็นอย่างที่เห็น ละเลงเสร็จภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
- แต่เดี๋ยวก่อน แค่ระบายสีอย่างดียวมันธรรมดาไป มันไม่สมฐานะอาร์ตไดมือหมัง
- ชั้นเลยชักชวนยัยตัวแสบเสาะหาของเล่นเก่าๆ พังๆ ของเจ้าหล่อนมาแปะประกอบ
- ป้าขาเราอาล้อรถมาติดได้มั้ยคะ? อืมม…ได้ซิ
- ป้าขาอย่าลืมเขียนชื่อนะคะ อืมมม… ป้าว่าเราอารูปหนูติดลงไปเลยดีกว่า ไม่ต้องเขียนให้เสียเวลา ดีมั้ย? …
- ป้าขา…
- ป้าขา…
- ป้าขา…อีกหลายสิ่งที่หล่อนต้องการให้ปรากฏอยู่บนรถอดออมของหล่อน
- ท้ายที่สุดเราก็ได้ เจ้ารถอดออม คันงามที่เราสองต่างภาคภูมิใจ…..ด้วยกัน
แต่แม่มันไม่ยักกะคิดงั้น… มันถึงกับอึ้ง..ทึ่ง..เสียวไปครู่ใหญ่ เมื่อลูกสาวอวดผลงานศิลปะร่วมสมัยของหล่อน “แก..มันไม่น่ากลัวไปหน่อยเหรอ หยองหวะ ยังกะแม่นาก?” นังแม่หันมาถามความคิดเห็น “แหมนาก เนิก ที่ไหน นางกวักยะ กวักเงิน กวักทอง เข้ากระปุกน่า…” ชั้นแถตอบไปอย่างภูมิใจ “ครูเค้าต้องหาว่าผู้ปกครองบ้านนี้จิตแน่ๆ….” มันยังแอบบ่น
“หึ หึ หึ แล้วใครว่าไม่จิตหละ…ฮ่าๆๆๆๆ ฮีๆๆๆๆ”
6 comments July 2, 2007