Archive for January, 2008
ไล ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
เออนะ…..ชีวิตนี้ไม่มีเลยใช่มั้ยทางกลีบกุหลาบอะ ทำไมมันเจอแต่หนามนักหนาเนี่ย
วันนี้ไปจัดการหลายอย่างเพื่อความสุขของชีวิต ต้องการแค่พักจากเรื่องหนักๆ ต้องการเติมพลังเพื่อกลับมาสู้ต่อเท่านั้น แต่กลับเจอแต่ความผิดหวังซึ่งเปลี่ยนมาเป็นควาทุกข์จากความกังวลจนได้…
เออเอากะมันซิ….ทั้งที่คิดว่าเตรียมมาพร้อมทุกอย่างแล้ว วางแผนมาเกือบทั้งอาทิตย์ แพลนทุกอย่างมาอย่างดี ตารางเวลาก็ทำได้เรียบร้อยแล้ว แล้วก็เข้าใจคำว่า “ผิดแผน” อย่างถ่องแท้วันนี้เอง เมื่อกงล้อความสวยงามไม่หมุนตามจังหวะที่จัดไว้ เมื่อเฟืองหนึ่งเฟืองไม่เคลื่อนไหว กงล้อ ก็สะดุดหยุดหมุนซะอย่างงั้น ต้องมาหาทางแก้กันอีก ซึ่งก็ทำให้ทุกอย่างล่าช้าไปจากเดิมที่วางไว้….
เออเนอะ…. คนบางคนไม่มีอะไรจะเปลี่ยนมันได้เลยจริงๆ คนๆนั้นคือช้ันเอง คนที่ละเลยเรื่องราวความสำคัญต่างๆ เพียงเพราะคำว่า “พรุ่งแล้วกัน” สุดท้ายผลร้ายก็ส่งให้เห็นตอนที่ชีวิตต้องการความงดงามอย่างหนัก ยามนี้เอง…
เออสม…. คนอย่างเราเนี่ยมันต้องเจอบทเรียนแบบนี้อีกก่ีครั้งถึงจะเตือนตัวเองให้เลิกเป็นคนผลัดผ่อน ก็ไม่รู้ ดีมั้ยเนี่ยที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย เปลี่ยนไม่ได้เลยจริงๆ ไม่ว่าเรื่องไหนๆ..
เออหวะ….. อยากกลับบ้านขึ้นมาซะงั้น เมื่อเห็นความโหดร้ายของคนบ้านอื่นมากเท่าไหร่ ก็ทำให้เห็นความอารีย์ของคนบ้านเดียวกันเด่นชัดมากขึ้นเท่านั้น อยู่ดีๆก็รักบ้านเกิดขึ้นมาซะงั้น ทั้งที่อยากหนีออกนอกบ้านมาตลอด คนเราเนี่ยถ้าไม่เสียไม่มีทางรู้เลยว่าสิ่งที่มีอยู่เนี่ยประเสริฐมากแค่ไหน….
เอ่อ…อืมมม….คิดถึงบ้านอะ…คิดถึง…
6 comments January 30, 2008
หายนะหมายเลข 6
ชีวิตมหาวิทยาลัยใกล้แค่เอื้อม แต่เหมือนบางครั้งแขนเราก็ยาวไม่พอห่างไป 6 มิล เท่านั้น
เนื่องจากผลสอบภาษาอังกฤษครั้งสุดท้ายที่ต้องเอาไปโชว์คณะกรรมการที่โรงเรียนนั้น ต้องเป็น เลขนี้ 691 เพื่อแสดงว่าเราพร้อมที่จะเรียนในระดับปริญญาโทของเค้า แต่เลขที่เราได้ 685 ใจไม่ดีแล้วแต่ก็ยังแอบหวังว่าแหม ขาดไป 6 แต้มคงไม่เป็นไร อาจารย์คงเห็นใจ แต่เรื่องไม่ง่ายยังงั้น…ที่นี่อังกฤษ ไม่ใช่ บ้านเรา ไม่มีประนีประนอม ไม่มีปัดขึ้น ไม่มีอการอนุญาต ไม่มีโอกาสให้สำรอง สำหรับคนไม่พร้อมอย่างเรา
เหมือนคนอกหัก …. เหมือนคนสิ้นหวัง …… เหมือนโลกถล่ม
ถามตัวเองว่า ทำไมมันโง่อย่างนี้นะเรา
ถามตัวเองว่า ทำไมมันต้องแค่ 6 ด้วย เพราะมันแค่ข้อเดียวเท่านั้นถ้าเทียบคะแนนกับข้อสอบแล้ว
ถามตัวเอง ว่าแล้วจะบอกทางบ้านยังไง พ่อจะเสียใจแค่ไหน ผิดหวังกับลูกโง่คนนี้รึป่าววว
กลับบ้าน อยากกลับบ้าน…..หันซ้ายไม่มีใคร หันขวาก็ไม่มีใคร ชั้นมาทำอะไรคนเดียวที่นี่ อยากร้องให้ซบไหล่พี่สาวคนเดิมก็ทำไม่ได้ มันไกลเหลือเกิน
โทรหาพี่สาวคนนั้นใจยามที่หัวใจเหี่ยวอีกแล้ว พี่เสือกระดาษฯ เปลี่ยนเป็นเสือผ้าเช็ดหน้า ซะยังงั้น ทั้งปลอบใจ ให้กำลังใจ ให้คิด ให้ทางเลือก ก็ดีขึ้นมานิดนึงแต่โลกก็ยังคงถล่มบนหลังชั้นอยู่ดี
เพื่อน เพื่อนคนเดียวที่มีที่นี่ เพื่อนทีี่คุยได้ทุกเรื่อง เพื่อนนิวมาหาหลังจากได้ยินเสียงพูดไม่ได้ศัพท์ของชั้น เพื่อนลากร่างไร้วิญญาณของชั้นไปจัดการเรื่องที่โรงเรียน เพื่อนบอกจะไปเป็นเพื่อนพรุ่งนี้เพื่อจัดการเรื่องต่างๆ อีกด้วย กลับบัานมาหลังจากเพื่อนจากไป ทำไมโลกมันยังถล่มอยู่นะ
เพื่อนแสนไกลอีกคน เศร้าและห่วงใยอย่างรู้สึกได้ เพื่อนโกรธตัวเองที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย เพราะอยู่ไกลเหลือเกิน
พี่สาวอีกคนโทรหาจากสวิส ความแรงมันแทงใจ พี่สาวเสนอทางออกที่ฟังแล้วคิดได้ข้อคิดหลายอย่าง
นำ้ตาไหลไม่ขาดสายที่ร้านเน็ท เนื่องจากเพื่อนๆพี่ๆที่ห่วงใย ส่งกำลังใจมาให้ไม่ขาดสายเช่นกัน กลับมานอนหลับทั้งนำ้ตาอีกคืน สภาพศพดูไม่ได้ ตาบวมแต่ใจเหี่ยว
แต่ไม่รู้เพราะอะไรเช้าวันนี้ใสกว่าเมื่อวานมาก เนื่องจากพี่สาวสวิสโทรมาให้กำลังใจกันอีกรอบแต่เช้า
“ชึวิตเดียว ทำอะไรก็รีบทำ แกมีโอกาสมากกว่าชาวบ้าน ประสบการณ์ที่หาไม่ได้เลยถ้าจิดใจอ่อนแอ” จริงแฮะ คิดได้แล้ว ไม่รู้ว่าคิดได้เร็วไปรึป่าว อาจเนื่องจากอายุและประสบการณ์ทำให้ลดทอนช่วงเวลาเศร้าให้สั้นลงได้ ถ้าเป็นตอนเด็กๆ คงร้อง งองแง อยู่หลายวัน แต่วันนี้โตแล้ว ต้องมองไปข้างหน้า
“ไม่ต้องถามหาคำตอบที่หาไม่เจอ เดินหน้าเท่านั้นน้อง” พี่เสือว่าไว้เช่นนั้น
น้องสาวยังบอกว่า “ไม่เป็นไรแก ไม่ต้องเครียดนะ เป็นห่วงและคิดถึง”
เห็นมั้ยว่าคนหนุนหลังมีไม่น้อย โลกถล่มบนหลังชั้นที่ไหน ทีหนักหนะ กำลังใจต่างหาก
คนรักชั้นมีไม่เยอะหรอก แต่แน่นด้วยคุณภาพทั้งนั้น
ขอบคุณทุกคน ทุกกำลังใจ จะใช้ชึวิตนี้ไห้คุ้มค่าที่สุด ขอบคุณ….
15 comments January 19, 2008
ลาก่อน Brighton
เวลาเดินเร็วซะจนตั้งตัวไม่ทัน ผ่านมาสามเดือนเแล้ว สามเดือนที่สนุกสนาน สามเดือนกับเพื่อนดีๆ สามเดือนกับเวลาสวยงาม สามเดือนที่คงลืมไม่ได้เลย
เช้าวันเดินทาง เป็นเช้าวันที่หนาวเย็น ขนข้าวของออกมาพบกับหิมะที่กำลังทยอยร่วงหล่นลงมา ว้าวววววว เป็นช่วงความเศร้าที่แสนงดงาม มันเหมือนกับว่า Brighton ก็เสียใจไปกับเราด้วย
เนื่องจากครั้งนี้เป็นการจากมาอย่างแท้จริง ข้าวของที่สะสมจึงต้องถูกขนมากับเราทั้งหมด หนึ่ง big luggage หนึ่งเป้ backpack บนหลัง แล้วก็ยังถุงผ้าประตูนำ้ถุงใหญ่อีกหนึ่งใบ ทุลักทุเลที่สุดเท่่าที่เคยเดินทางมา เนื่องจากเมื่ออยู่บ้านเราก็คงหาเพื่อนขับรถไปส่งได้ไม่ยากเย็น แต่ที่นี่ไม่มีหรอก รถไฟ รถเมล์ เท่านั้น texi ก็แสนแพง เพื่อนช่วยขนก็บ่นว่าไม่อยากไป texi เราจะไปรถไต้ดินกัน เวรรรร เอากับมันซิ ยกขึ้น ยกลง รถไฟก็ไม่ใช่ขบวนเดียวถึงเลย ต่อแล้วต่ออีกกี่สายก็ไม่ได้นับ ทั้งเหนื่อย ทั้งรีบ เพราะนัดเจ้าของบ้านเอาไว้
สุดท้ายก็มาถึง Elephant & Castle station จนได้..ย่านนี้ก็เป็นย่านคนดำซะด้วย แต่ที่ดีคือมันใกล้โรงเรียนแค่เดินห้านาทีก็ถึงแล้ว โทรเรียกเจ้าของบ้านออกมารับหน่อยเนื่องจาก ไปไม่ถูก จึงเป็นครั้งแรกที่ได้พบเพื่อรร่วมห้อง ชาวไนจีเรีย สาวผิวหมึกที่อัธยาศัยดีมากก จนบางครั้งก็ดีเกินไป ฮ่าๆๆๆ

vicky เพื่อนร่วมห้องคนใหม่
เอาหละชีวิตลอนดอนเนอร์ เริ่มต้นแล้ว มันไม่เหมือน ไบร์ตั้น สวรรค์ของเราหรอก คงต้องลองกันซักตั้ง สู้เว้ยยยยยยย…..
17 comments January 19, 2008
สวัสดีปีใหม่ 2008 ชิดติดขอบ ลอนดอนอายส์
เป็นปีใหม่อีกปีที่หนีออกจากบ้านไปเที่ยว countdown ตามที่ต่างๆ ปีที่แล้วอยู่เกาะ ปีก่อนอยู่เขา ปีนี้มาไกลออกไปอีกหน่อย อาการหนีออกจากบ้านมานับถอยหลังเข้าปีใหม่เนี่ยเกิดจากมีปีนึงที่ตัดสินใจอยู่บ้านกับครอบครัว กะว่าอะนะนับด้วยกันกับน้องกับแม่กับหลาน (ซึ่งยังเล็กมากกก) แต่ปรากฎว่าเป็นปีที่เหงาหงอยที่สุด เนื่องจากคุณแม่และคุณน้องชิงหลับไหลกันตั้งแต่สามทุ่ม ส่วนหลานไม่ต้องถาม…..หลังจากนั้นมากเลยไม่เอาอีกแล้วนับถอยหลังคนเดียวกับทีวี
ปีนี้เลยสมใจอยากเนื่องจากไกลบ้านมากที่สุดเท่าที่เคยหนี แต่ก็เหงาปนกันในที เนื่องจากบ้านเราย่อมสุขใจกว่า แต่เมื่อมากึงนี่แล้ว จะมัวเหงาอยู่ก็เสียดายค่าตั๋วเครื่องบิน จึงชักชวนชาวแกงค์หาอะไรทำที่มันแปลกใหม่ “ไป countdown ที่ลอนดอนไหม” “ไปซิไป” นัดรวมพลตัั้งแต่ สิบโมง ถึง ลอนดอน ตอนเค้ายังไม่เริ่ม count อะไรทั้งสิ้น หาอะไรทำดีที่ไม่เสียตังค์ เข้า museum แล้วกัน อันที่จริง วันนี้ที่ไหนๆก็เข้าฟรี ขนาด รถเมล์ รถไฟ เค้าก็ร่วมมือกันให้บริการหลังเที่ยงคืนฟรีทุกส่ิงเลย ใช้เวลาหมดไปที่ museum เลยไปดูหนังสามมิติที่ imax จ่ายค่าตั๋วไป 9 ปอนด์ สบายตัว แต่ก็ได้ประสบการณ์ ทะเลาะกับเพื่อนเรื่องหนังสามมิติที่ดู เพื่อนเชื่อว่าเป็นนักแสดงจริง แต่เราว่ามันเป็น 3d animation เป็นเรื่องเป็นราวกันเลยทีเดียวเรื่องความเชื่อเนี่ยห้ามล้อเล่น
กลับมาถึงลอนดอนบริตจ์ ตอนเกือบทุ่มกว่าๆ พบเพื่อนๆคนอื่นกันเพื่อเคลื่อนย้ายกองกำลังหามุมที่ดีที่สุดเพื่อนับถอยหลัง สุดท้ายเราก็มาอยู่ในมุมที่ดีที่สุดของการชื่มชมมหัศจรรย์ดอกไม้ไฟ ระหว่างทางที่เดินผ่านมีผู้คนมากมายมาเผ้ารออยู่ก่อนแล้ว อดประทับไม่ได้กับกิจกรรมที่เห็นข้างทาง บางกลุ่มนั่งซดไวน์รอ บางกลุ่มถึงกับรับประทานอาหารกันไปด้วยเลย บางกลุ่มเล่นไพ่รอ นักดนตรีก็มี นักเต้นก็มา ร้องเล่นเต้นกันตรงนั้นเลย หลายคนเตรียมกล้องเพื่อเก็บภาพความประทับใจ กว่าเราจะฝ่าเข้ามาตรงจุดนี้ได้นับว่ายากลำบากที่แต่ที่ยากกว่าคือการออกไปจากจุดนี้ เนื่องจากยิ่งไกล้ถึงเวลาผู้คนก็หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย
สองทุ่ม เรามาถึงจุดหมาย อีกสี่ชั่วโมง เป็นสี่ชั่วโมงที่เมื่อยโคตร เพราะนั่งไม่ได้แล้วเนื่องจากผู้คนต้องการพิ้นที่ในการยีนแน่นเอียด เราก็คุยกันไป ถ่ายรูปกันมั่ง เพื่อให้เวลามันผ่านไปเร็วๆ แต่สี่ชั่วโมงไม่ง่ายยังงั้น ผู้คนเร่ิมเหนื่อยกับการรอ เกิดเป็นอาการหงุดหงิด พาลจะมีมวยกันไปหลายคู่ ฝนก็ดันตกลงมาอีก โอยสารพัด…ทรหด
ในที่สุดเวลาที่รอคอยก็มากึงกับความเหนื่อยล้าเรานับถอยหลังพร้อมกัน happy new year กันไป ดอกไม้ไฟทำงาน อะลังการมากๆ โชว์พลังอังกฤษมากๆ เนื่องจากไม่รู้ว่ากี่ดอกต่อกี่ดอกที่แตกกระจายบนฟ้า เป็นเวลา 10 นาทีที่สวยงามตระกาลตาและก็น่าจดจำ แต่ถ้าถามว่าปีหน้าจะมารออีกมั้ย ตอบได้เลยว่าไม่แล้วหละ 555
สิบนาทีแห่งความสุขหมดไปอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับสี่ชั่วโมงที่รอคอย รถไฟกลับ brighton มีแค่ตีหนึ่งเท่านั้น ผู้คนไหลไปสู่สถานีรถไฟอย่างเชื่อช้า เราต้องรีบกันแล้ว เพราะถ้าตกรถรอบนี้หละก็ต้องรอกันอีกที ตีสี่โน่นเลย ทั้งเดินทั้งวิ่ง ชั้นมาถึึงรถไฟแบบเส้นจาแดงผ่าแปดคือผ่าเลยแปล็บบบบบ…รถเคลื่อนตอนเรามาถึงชานชลา จบกัน…ต้องไปเที่ยวถัดไปตีสองแต่ต้องไปต่อที่ Gatwick Airport เอาไปก็ไป
เรามาลงที่ Gatwick นายสถานีบอกไม่รถไป Brighton หรอกต้องรออีกทีตีสี่กว่าๆ ก็คือต้องรอขบวนตีสี่ที่ victoria นั่นแหละ เหนื่อย หิว เราเข้ามาหลับกันที่ airport รอ สรุปว่ากว่าจะถึง brighton ก็เช้าพอดี เป็นปีใหม่ที่เหนื่อยที่สุด แต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้ปีก่อนๆ
เริ่มต้นปีอย่างทรหด ไม่รู้ชีวิตปีนี้จะทรหดไปด้วยรึป่าวววววว

สัมผัสมนุษย์อวกาศที่ sience museum

part นึงของ museum เป็นเรื่องเกี่ยวกับรถ display สวยดี

ลาน ski

ชาวแกงค์ countdown

ยืนยันว่ามาลอนดอนอายส์

แสร้งว่าเมา

ดอกไม้ไฟสุดอลัง

ของจริงสวยนะแต่ถ่ายไม่สวยเอง

ติดแหง่กที่ gatwick
8 comments January 19, 2008
เธอเช่า…เราขับ
ใครจะคิดว่าจะได้มาขับรถในต่างแดน ไม่เคยมีอยู่ในสมองมาก่อนเลย เนื่องจากไม่มี ใบขับขี่ ก็มันขาดตั้งกะตอนอยู่เมืองไทย ไม่เคยต่อเลยมาสองปีละ ว้ายยยยยย อย่าบอกคุณจ่าๆ นะ
เมื่อเพื่อนๆลากลับบ้าน เพื่อฉลองกับครอบครัวกันหมด คนไม่มีครอบครัวที่เหลือเหงาอยู่ที่นี่เลยคิดหาอะไรทำแก้เบื่อ แล้ววันนึงที่อากาศไม่หนาวจัด เจ้าของไอเดียเดินมาบอกอย่าง surprise ว่า “ไปขับรถเล่นกันมั้ย? แต่เธอขับนะ ชั้นไม่ชินพวงมาลัยขวา” ห๋าาาาาาาา……ที่สำคัญคุณเธอมีรถมาด้วยจริงๆ เอ้า…. ไปก็ไป แต่ว่าแต่จะไปไหนหละ……………………
เออนั่นซิ พี่เธอมีแต่รถไม่มี plan อะ google map ช่วยได้ เมื่อหาข้อมูลเพียงพอก็ออกเดินทางกันได้ แต่เนื่องจากเรามีเวลาไม่มาก จึงเลือกไปได้แต่ที่ใกล้ๆ
เราขับเลาะเลียบริมทะเล ออกจาก brighton เพื่อไปสู่ sevensisters เจ็ดหน้าผาสึขาว ที่ใครๆเค้าก็ไปกันมาหมดละ มีแต่ชั้นเท่านั้นที่ไม่เคยเห็น คุณเธอขับก่อน เนื่องจากอยากลอง เออ ได้เสียวกันไปตลอดทาง เพราะ เอะอะเธอจะเข้าซ้ายตลอด เข้าใจความรู้สึกแม่ที่นั่งรถเราเมื่อตอนหัดขับเลย มือจิกเบาะ ขาเหยียดยัน 555 ขับไปหลงไป จนมาถึง seaford มีหน้าผาที่ตอนแรกเราเข้าใจว่ามันคือ sevensisters มารู้ทีหลังว่ามันคนละผากันจ้าาาา ลมแม่เอ้ยยยย แรงโคตรๆ รุ่นหายใจไม่ได้กันเลยทีเดียว ชั้นเดินหันหลังให้ทะเลเป็นครั้งแรก ไม่ใช่ไม่รักทะเลอล้วนะ แต่เพราะหายใจไม่ได้เลยเมื่อลมพัดเข้าหน้าอย่างจังๆ เคยร้องบอกเพื่อนว่าอยากมามากๆ ยังจำได้ว่าเพื่อนบอกว่า “บ้ารึป่าวจะมา sevensisters เดิอนธันวาคม อยากจะบินเหรอ” อ้าวววว ก็เคืองกันไปวันนั้น คิดว่ามันขี้เกียจพามา วันนี้เชื่อแล้วว่าอาจบินได้เป็นยังไง เมื่อเดินขึ้นเขาไปก็ต้องหมอบคลานกันเป็นระยะๆ เนื่อจากลมเจ้าคะ พัดมาเหมือนจะพากลับ อ่าวไทย
เมื่อหนาวสั่นกันได้ที่ก็ลาก่อน มุ่งหน้าสู่ portmouth กันต่อไป เพือนบอกให้มาขับแทนหน่อย ไม่ใช่เพราะมันขับไม่ไหว แต่มันทนไม่ได้ที่เห็นเรานั่งจิกเบาะ บ่น กรี๊ด ตลอดเวลา 555 สุดท้ายเลย กลับมานั่งที่เดิมมมมมม ที่ที่เคยคุ้นตาาาาาา ไม่รู้ทำไมเกิดมาต้องเป็นคนขับตลอด ตั้งแต่เรียนแล้ว ซ้อนสามเหรอ “นังบอยแกขับซิ” หนีมาอยู่นี่ยังต้องขับอีก แต่ก็แปลกดีเพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้ขับรถที่นี่ ที่อังกฤษ
protmouth เป็นเมืองชายทะเลเหมือนกัน ลักษณะคล้าย brighton แต่เหมือนจะเก่ากว่า เพราะตึกรามบ้านช่องดูเก็า…เก่า เค้ามี landmark ให้ถ่ายรูปอยู่ตึกนึง ที่ดูทันสมัยที่สุด มันเป็นเหมือน ประภาคาร ให้คนขึ้นไปชมวิวเมืองได้ แต่ต้องจ่ายตังค์ แต่เราไปถึงที่นั่นก็ ประมาณ สี่โมงเย็น อะ ก็มืดตื๋อแล้วเหมือนหยั่งกะสองทุ่มได้มั้ง เลยไม่ได้ชมอะไรมาก แถมฝนเทลงมาซะอีก อะไรจะโชคดีปานนี้ ก็ขับวนชมเมือง เห็น portmouth university คิดถึงน้องแก้ว อยากจะโทรหา แต่มันก็ไม่ใช่เวลาที่เหมาะเจาะ ออกจาก portmouth ขับกลับ brighton
จบไปอีกหนึ่งวัน วันที่มีสีสรรค์ในช่วงหยุดยาวของชาวอังกฤษ ขอบใจนะ ที่พาไปเที่ยว..เอ่อ….ว่าแต่พรุ่งนี้ไปไหนกันดีหละ??? ฮิ้ววววววว

มุ่งสู่หน้าผาที่ seaford

manual panorama

หมอบคลานกันลมพัดปลิว

ขนาดแมนๆ ยังเกือบปลิว

บินแล้ววววววววว

ไม่มีลม เอ้าเฮ้ยเร็ว รีบถ่าย(รูป)เลย

มาผิดผาคะ ที่เห็นข้างหลังนั่นคือ sevensisters

คนเช่า กะ คนขับ

เส้นทางสู่ portmouth สาย A27

ถ้าไม่ถ่ายคู่กับประภาคารนี่คงเรียกว่ามาไม่ถึง portmouth
5 comments January 2, 2008