Archive for February, 2008
ไหวหรือไม่ไหว
เวลาตีหนึ่งกว่าๆของเช้าวันที่ 27 กุมภา 08 ขณะกะลังนั่งคุย skype กับเพื่อนทางไกลอยู่ดีๆ อาการโคลงๆเคลงๆก็เกิดขึ้นกับชั้น ไม่ได้วิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลมอะไรหรอก อยู่ๆ เก้าอี้ที่นั่งก็ไหวๆไปๆมาๆ ต้องตั้งสติ หลับตาแล้วนึกว่ามันคืออะไร แหงนหน้ามองดูโคมไฟ อืมม ไม่แกว่งไกวรุนแรง แล้วจู่ๆก็พลันนึกได้ว่าเคยพบเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อนนี่หว่า ร้องลั่น
“เฮ้ย แผ่นดินไหวววววว” เพื่อนหมึกวิ่งมาหาที่ห้องอย่างตกใจ ชั้นละล่ำละลักบอกมันว่า
“เธอรู้สึกมั้ย แผ่นดินไหว”
“อะจริงเหรอ ชั้นก็นอนโคลงเคลงอยู่บนเตียง แต่คิดว่าห้องข้างบนมีกิจกรรมกันหละม้างงง”
“บ้าซิ อะไรมันจะรุนแรงขนาดนี้” เพื่อนคนไกลบอกแบบไม่ตกอกตกใจ
“อะไร เธอโอเคมั้ยนั่น”
“เธอแผ่นดินไหวอะ ว้ายยยยๆๆๆ love u love u บอกก่อนกลัวตายก่อนแล้วไม่ได้บอก”
“เพื่อนหัวเราะชอบใจ”
แต่ชั้นไม่ขำด้วยหรอกนะ เพราะจำได้ดีคืนก่อนเกิดซึนามิก็เป็นแบบนี้ ทำงานอยู่ที่ออฟฟิต ชั้น 21 อยู่ๆโคมไฟก็สั่นไหวโคลงเคลง ตื่นตระหนกกันทั้งตึก งานเงินไม่ทำมันแล้วหนีออกจากตึกกันอลม่าน พอเช้าอีกวันข่าวบอกว่า มีคลื่นยักษ์เข้าที่ทางใต้บ้านเรา มันเศร้ามั้ยหละ แล้วนี่อยู่บนเกาะนะ เกาะอังกฤษที่เค้าไม่มีแผ่นดินไหวมานานแล้ว
มันโคลงเคลงอยู่อย่างนั้นประมาณ ห้านาทีก็สงบลง เพื่อนหมึกกลับไปนอนหลังจาก panic ร้อง “ไม่อยากตาย ยังไม่ได้แต่งงานนน” อยู่นาน
เพื่อนหน้าจอยังไม่หยุดขำเพราะไม่เชื่อว่าที่ชั้นบอกเป็นเรื่องจริง
เช้าอีกวัน ข่าวประโคมกันให้ทั่วทั้งเกาะว่าแผ่นดินไหวเมื่อคืน นับเป็นครั้งที่แรงที่สุดในรอบ 24 ปีของอังกฤษ 5.2 ริกเตอร์ ชาวบ้านทางเหนือโดนหนัก บ้านหลังคาถล่ม แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ นอกจากเด็กชายคนเดียวที่กระแทกกับเตียงจนสะโพกแตก นอกนั้นปลอดภัยได้แต่เสียขวัญ กับบ้านพังๆ คนอังกฤษขี้กลัวจะตายไป แห่กันออกมาร้องระงม กันตามท้องถนนเสียยกใหญ่ ไม่รู้อะไรเลย ก็เพื่อนนิวเพิ่งกลับไปงัย แผ่นดินอังกฤษเลยเคลื่อนตัวสูงขึ้น 555 โทษทีเพื่อนแหมมันมีช่องเลยขอเล่นหน่อย
เพื่อนโทรทางไกลมาหาตอนบ่ายวันเดียวกัน บอกว่า
“ขอโทษที่ไม่เชื่อยูเมื่อคืน เห็นข่าวแล้วเลยโทรมาถามว่ายังอยู่รึป่าว”
555 ยังไม่ตายง่ายๆหรอก ชั้นมันพันธ์ุอึด
34 comments February 28, 2008
เพื่อนชั้นกลับบ้านแล้ว :(
วันจันทร์ที่ผ่านมาเป็นวันอำลาอาลัย เพื่อนรักเพื่อนโหด ขนของร่วม 3 กระเป๋ากลับเมืองไทย อย่างลอยนวล (น้ำหนักกระเป๋าเกินเกือบ สิบโล มันยังผ่านชิวๆ) เพื่อนมาอยู่นี่เกือบ 3 เดือน เพื่อนมาเที่ยว มาทำงาน เหมือนอย่างหลังจะมากกว่า ซี่งหลังจากชั้นย้ายมาอยู่ลอนดอนก็มันนี่แหละที่เป็นข้ออ้างในการเปิดหูเปิดตา เรียกว่าการเจอกันของเราทุกครั้งล้วนประเทืองปัญญาทั้งสิ้น เข้ากันมาแล้วแทบทุก ฟรีmuseum กินเคบับกันมานับครั้งไม่ถ้วน มีครั้งสุดท้ายเนี่ยแหละที่เข้า pub bar อย่างหรูสุด (แพงสุดเท่าที่เคยกินมาเลยนะแก 555) ยังคิดเหมือนกันว่าถ้ามันไม่อยู่จะไปเดินเล่นชมเมืองกับใคร หนาวๆอย่างนี้ถ้าไม่ออกไปเจอใครที่ทำให้ใจอบอุ่นก็ขอนอนซุกผ้าห่มอยู่บ้านดีกว่า
วันที่เศร้ามันก็มา วันที่ฮาก็มีมัน แล้ววันพรุ่งนี้จะทำยังไงดีวะเนี่ย ทีนี้หละที่เค้าเรียกว่าคนเดียวของจริง เพื่อนที่ึคุยด้วยภาษาเดียวกัน ไม่นับว่าเป็นภาษาท้องถิ่นเดียวกันเท่านั้น แต่มันเป็นภาษาที่เข้าใจกันอยู่ไม่กี่คน บางครั้งก็ภาษาหมาๆ เนี่ยแหละมันได้ใจดี
ชีวิตที่ชีพจรมันลงไปกองกันอยู่ที่เท้าอย่างมัน ก็คงรั้งไม่ได้ มันคงยังต้องเดินทางต่อไป ไม่รู้ว่ามันจะไปหยุดที่ไหน ต้องรอลุ้นกันต่อไป แต่มั่นใจเหลือเกินว่าทุกก้าวที่มันเลือกเดินต่อไปนั้น จะมีแต่ความสดใสรอมันอยู่ เหมือนทุกก้าวที่มันผ่านมา คนห่าอะไรไม่รู้ โชคดีฉิบ (ที่มีเพื่อนอย่างชั้น 555) คนดีผีคุ้มเว้ยมึง ผีบ้านผีเรือนด้วย บรี์อออออ…
เออ โชคดีนะมึงกลับมาเที่ยวบ้างนะถ้ามีปัญญา 555
อยากกลับเหมือนกันแต่เหมือนปัญญายังไม่พอหวะ
เจอกันอีกแน่นอน ที่ไหนก็ที่นั้นนะเว้ยยยย
รักนะ อีบ้า

trip น้ำตาจำได้มั้ย ไม่ได้เศร้าอะไร แต่เพื่อนนำ้ตาไหลเนื่องจากแพ้ลม ชั้นก็แพ้หนาว ขี้มูกยืดตลอดเวลา

liverpool street ถ่ายกับฝรั่ง กลัวเค้าไม่เชื่อว่ามา 55

หน้า St.paul ตังค์แกหายหลังจากรูปนี้

ทำเป็นไม่เต็มใจถ่ายตอนแรก เป็นงัย สวยเชว 555
12 comments February 20, 2008
ยิ่งโต..ยิ่งเดี่ยว.. :P
วันที่ 15 กุมภาที่ผ่านมาถือเป็นวันมหามงคลอย่างยวดยิ่ง อายุไม่ต้องพูดถึงข้ามจุดนั้นไป เริ่มต้นวันด้วย
คำอวยพรที่เจ้าของเฝ้ารอเพื่อเป็นคนแรกแห่งปี เที่ยงคืนเป๊ะ happy birthday askim
เช้ามาหน่อยเพื่อนสาวไฮโซโลคอสทุ่มสุดคอส ส่ง SMS ตรงจากที่ไหนไม่รู้เนื่องจากมันอยู่ไม่เป็นที่เป็นทาง มาอวยพร ตื่นมาอ่านแล้วนอนอมยิ้มหลับต่ออีกหน่อยดีกว่า
อีก SMS จากป้าไก่ผู้อาศัยอยู่ใน timezone เดียวกัน ขอบคุณมากค้าาาา
ได้เวลาตื่นด้วยสายตรงจากเมืองไทย ก็พี่สาวเสือใหญ่โทรมาบอกให้เข้าไปเช็ค blog ชีหน่อย คงจะมีอะไรให้เซอร์ไพร์เป็นแน่แท้ ว้าวววววว…..ชีบรรจงใจ สร้างการ์ดอวยพรออนไลน์เอาไว้รอที่หน้า blog ของชี สุดท้ายก็ไม่หนี concept ดอกไม้ ที่เคยได้มาทุกปี ปีนี้เป็นแค่ภาพถ่ายเพราะอยู่ไกลกัน แต่คุณค่าทางใจยังเท่าเดิม หน้า blog ตอนนี้แหลกเหลวไปแล้วด้วย คำอวยพรและสาปแช่งปนเปกันไปในหน้าเดียว อ่านแล้วอาจงงนิดหน่อย แต่มันเป็น แนวๆ ที่ถ้าเปลี่ยนก็ไม่ใช่เราอะเดะเนอะ
เช็คเมล์เจอเพื่อลิ้มส่งคำพระมาเตือนใจ ต้องเตือนมันกลับว่าเราเป็นมุสลิมเว้ยยยยย 55 ไม่ถือสาเพราะเพื่อนลิ้มนี่อวยกันมาร่วมสิบปี ย่อมมีคิดไม่ออกกันบ้าง ลอกคำพระมาก็ไม่เลว (แต่ชั้นมันเลวอะแก 55)
ยังไม่ทันล้างหน้าแปรงฟัน เพื่อนสาวข้างห้องก็พุ่งมาอวยพรเสียงหลง แก้วหูแทบพัง แต่ก็ขอบใจยะ 555
โทรหามารดาเพื่อขอคำอวยพรอันเป็นมงคง หลังจากที่บิดาไม่รับงานอวยพรข้ามชาติ (ไม่ยอมรับโทรศััพท์ กลัวเป็นเจ้าหนี้แน่ๆ) ชีมอบคำอวยพรแสนหวานแสบทวารเชียวหละ มาให้ชื่นใจรับอรุณ
ขากลับจากโรงเรียนแวะหาซื้อเค้้กมาเป่าฉลองวันเกิดกับคนรู้ใจแสนไกลซะหน่อย เหมือนฟ้ากลั่นแกล้งให้ อินเตอร์เน็ทหยุดทำงานซะยังงั้น หันไปหาเพื่อนหมึก ชีก็ออกไปลั้ลลานอกบ้าน สุดท้ายเหลือชั้นคนเดียว กินมันคนเดียว ไม่เป่า ไม่เปิ่ว มันให้เสียเวลา กินมันทั้งน้ำตา ยามนี้หนาไม่มีงานสังสรรค์เหมือนทุกปีที่ผ่านมา ยิ่งแก่ยิ่งเดียวดาย โฮๆๆๆๆ

กินไปเกือบหมดเนื่องจากอร่อยเหลือเกิน ของ mark&spencer เค้าไว้ใจได้จริงๆ
ตีสองเพื่อนนิวโทรหาบอกว่า ขอเป็นคนสุดท้ายเนื่องจากเหตุขัดข้องบางประการ ไม่ว่ากันๆ เป็นวันธรรมดาเพื่อน เหมือนทุกๆวัน เราไม่ซีเรียสสสสสสส โฮๆๆๆๆ หลังจากนั้นสองวันมันเอาของขวัญมาให้ ก็เลยอภัยให้มันอย่างง่ายดาย เนื่องจากเป็นของขวัญชิ้นแรกและคงเป็นชั้นเดียวของปีนี่ ปีที่อยู่ไกลคนรักทุกคน
กลับเข้าไปเช็ค hi5 อะนะ ก็ยังมีอีกมากมายที่ส่งคำอวยพรมาท้ิงไว้ให้อ่านไปยิ้มไป
แล้วก็ผ่านไปอีกวัน วันเกิดปีนี้ของชั้น ต่างกันเหลือเกินกับทุกปีที่ผ่านมา เหงานิดหน่อย หงอยนิดๆ โตแล้วก็ต้องอดทน ยิ่งโตยิ่งเดียวดาย ก็มันยังไม่ตายก็คงต้องโต กันต่อไป….
16 comments February 20, 2008
happy Valentine my friend lollypop !!
เจอเพลงนี้เข้าให้ใน youtube ถึงกับทนไม่ได้ ต้องแบ่งปัน
รักกันนานๆ นะ แฟนๆ
8 comments February 12, 2008
Traditional Muslim Wedding Party in London
มีโอกาสได้เข้าร่วมในงานฉลองแต่งงานของชาวมุสลิมที่อังกฤษนี่ ไหนเลยจะพลาดได้ จริงๆไม่ค่อยอยาไปเท่าไหร่เนื่องจากมีงานป้าเสือต้องทำ แต่เมื่อเจ้าสาวมาเชิญเราถึงบ้าน จะไม่ไปก็ดูจะไร้น้ำจิตน้ำใจกันไปหน่อยนะ ลำบากเลย เพราะไม่ได้มีเวลาหรือเงินทองพอจะซื้อหาชุดสวยใหม่ๆ เพื่อไปร่วมงาน สุดท้ายก็ได้ใช้ชุดที่ นังต้อม มันแดกเอาไว้ตอนช่วยจััดกระเป๋าว่า “ชุดนี่ไม่มีวันได้ใช้หรอก เชื่อมั้ย” เอามาใส่ลบคำสบประมาณมันซะเลย
กว่าจะได้ออกจากบ้านก็วุ่นวายเนื่องจากงานก็ยังค้างอยู่ แม่หมึกก็ยังจะมาเรื่องมากเรื่องถุงน่องของชีอีก สุดท้ายชั้นก็ต้องเสียให้หล่อนไปหนึ่งคู่ เนื่องจากตัดรำคาญใจ
ออกจากบ้านอย่างทุลักทุเล เนื่องจากเรากำลังจะสาย รีบร้อนจนลืมบัตรเชิญ เอาหละซิ แล้วมันอยู่ที่ไหนหละไอ้สถานที่จัดงานอะ ชั้นไม่รู้เรื่องหนทางหรอกได้แต่ให้วิกกี้นำไป หล่อนก็จำได้รางๆ โชคดีเหลือเกินที่เห็นผู้คนถือกล่องของขวัญเดินอยู่ข้างหน้า ก็เดาว่าคงมางานเดียวกัน ก็เลยเดินตามๆเค้าไป
เข้ามาในงาน ไม่หรูหราอย่างที่คิด บ้านๆ เหมือน มุสลิมบ้านเรา สีสันแสบทรวงเหมือนเวลาไปงานแต่งบ้านเรายังไงยังงั้น ผู้อ่านที่ไม่ใช่มุสลิม คงนึกไม่ออกว่าสีสีนขนาดไหน ลองนึดถึง รุ้งเอาเหอะคะ ยังไงยังงั้น รุ้งเจ็ดสีมณีเจ็ดแสงกันเลยทีเดียว ใส่มันทุกสี ไม่ให้ซ้ำกัน เสนอหน้าต่อเจ้าภาพซะก่อนบอกว่ามาแล้วนะ เครื่องแต่งตัวของเจ้าสาวเค้าไม่เหมือนบ้านเรา คือบ้านเราออกแนวประยุกต์แล้วงัย ใช้ชุดเหมือนชุดแต่งงานทั่วไป แต่ของเค้าเป็นแบบดั้งเดิม คือเจ้าสาวจะใส่ส่าหรีสีสันสดใสพร้อมด้วยเครื่องประดับมากมาย อ้อ เค้าต้องวาด henna ที่มีือและเท้าด้วยนะ มองเผินๆเหมือน อินเดีย แต่แท้จริงแล้ว เจ้าสาวและครอบครัวเป็นชาวบังคลาเทศ แต่เกิดและโตที่อังกฤษ
งานแต่งของชาวมุสลิมที่แท้จริง เค้าต้องแยกห้องจัดเลี้ยงเป็นสองห้อง คือห้องของฝั่งชายและฝั่งหญิง เค้าไม่กินข้าวร่วมหม้อกัน 555 แยกกันอย่างชัดเจน ชั้นเลยไม่ได้เห็นหน้าเจ้าบ่าว ที่เจ้าสาวบอกว่ารู้จักกันเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น ยังช๊อคไม่หาย อะไรทำให้คิดว่าคนนี้แหละใช่ เฮ้อ แต่เรื่องความรักเนี่ยว่าไม่ได้ เพราะไอ้รุ่นดูใจกันมานาน ห้า หก ปี อยู่กันไม่รอดก็เยอะแยะ วิกกี้ชวนชั้นเข้าไปถ่ายรูปกับเจ้าบ่าว ชั้นปฏิเสธทันควัน ใครจะกล้าเดินเข้าไปในห้องของฝั่งชาย น่ากลัวจะตาย ผู้ชายทั้งน้านนนน
ได้ถ่ายรูปกับเจ้าสาวแล้วถือว่าเป็นหลักฐานการมาร่วมงานเป็นอย่างดี แม่สาวหมึกของเราคงเข้าใจอะไรผิดเป็นแน่เท้ หล่อนคิดว่าชั้นเป็นช่างภาพส่วนตัวของหล่อน ประมาณนั้น เพราะคอยสั่งให้ชั้นถ่ายโน่นถ่ายนี่อยู่ตลอดเวลา อยากจะเป็นลม… หลังจากเก็บภาพบรรยากาศ พอสมใจอยาก (ของเราเอง) ก็มานั่งที่โต๊ะรออาหารละ
อาหารเป็นอาหารอินเดียซะเป็นหลัก ซึ่งก็ไม่ลำบากอะไรเรา กินได้ เมนู ก็มี กระหรี่เนื้อ ไก่ย่างสีแดง สลัดผักสด ซามูซา และ เคบับ (มาได้งัย) ส่วนของหวานนั้น ประหลาดนักเพราะไม่เคยลองมาก่อนเลย รสชาดดีนะ เหมือนเอาเค้กไปแช่ในนมเย็นอะ ชั้นชอบ เพราะนมมีรสชาดเหมือนเต้าฮวยที่บังดัมทำยังไงยังงั้น
กินอิ่มก็เตรียมตัวกลับ เพราะห่วงงานป้าเสือ (นี่เป็นงัย เรียกคะแนนกันเห็นๆ 555) แต่แม่เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดไม่ยอมจะกลับง่ายๆ หล่อนบอกอยากได้รูป outdoor ซะหน่อย ก็เลยต้องมาถ่ายให้หล่อน เล่นไปเกือบ 50 รูป สุดท้ายชั้นต้องบอกว่า แบตหมด ไม่งั้นไม่ยอมกลับ ขากลับชีบ่นตลอดทางว่า ไม่พอใจอาหาร ไม่มีเค้ก ไม่มีแดนซ์ งานไม่ประทับใจ ชั้นบอกกลับไปว่า ก็มันเป็นเรื่องของเค้า พิธีกรรมของเค้า แล้วเราก็ไม่ได้เสียตังค์สักกะปอนด์ ได้กินข้าวฟรีก็ดีใจจะแย่แล้วชั้น 555


เจ้าสาว เจ้าค้าาาา สวยมั้ย เห็นชุดแล้วอยากใส่มั้ง ฮิ้วววว

ญาติและหมู่เพื่อนของเจ้าสาว ชุด อลังกันทุกคน

มาแล้ว แม้จะยังไม่ครบรุ้ง แต่ก็ละลานตา

กว่าจะได้คิวถ่ายกับเจ้าสาว รอกันตั้งนาน คนถ่ายดันถ่ายไม่เก่งอีก มีรูปนี้รูปเดียวที่ชัดอะ วิกกี้ เซ็งสุด 555

ที่โต๊ะอาหารก็ต้องถ่าย

หน้าตาบริษัทจัดเลี้ยง

จานวิกกี้ นี่ขนาดไม่ถูกปากนะเนี่ย เหอๆๆๆ

หน้าตาเค้กในนมเต้าฮวย อร่อยดี

outdoor ด้วยคน
18 comments February 11, 2008
ธนาคาร….ของต้องสำแดง
ธุรกรรมการเงิน เป็นธุระต้องห้ามของชั้นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่สมัยครั้งกสิกรไทยแล้ว ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ติดต่อ แล้วต่อไม่ติดกับ นางและนายธราคารทั้งหลาย ภาษาเงินสื่อสารยาก ไม่ค่อยเข้าใจ ถามนังนิวดูได้ ว่าทุกครั้งที่มีเรื่องต้องไปธนาคาร จะต้องมีเรื่องรำคาญใจกลับมาเล่าทุกครั้ง เหมือนกับว่าคงจะไม่สามารถญาติดีกันได้กับเรื่องการเงิน ถ้าไม่ติดว่าโลกมันพัฒนามาขนาดที่บัตรเดียว รูดปี๊ดๆ หละก็ แม่จะขุดหลุมฝังตุ่มเงินในสวนหน้าบ้านให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
อยู่อังกฤษมาสี่เดือนไม่เคยเดือดร้อนเรื่องธนาคาร เพราะไม่เคยย่างกรายข้าไปสัมผัสเกินกว่าตู้กดเงิน (cash point) แต่แล้วก็มีเหตุให้มีอันต้องเจอะกันจนได้ เมื่อการสมัครวีซ่าทั่วไปไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ต้องโชว์ statement กันทั้งสิ้น ย่ามใจ ก่อนหน้านี้คิดว่าใช้ของ bank ที่เมืองไทยก็คงได้ สรุปว่าไม่มีผล คุณต้องโชว์แบงค์ในยูเคเท่านั้น เดือดร้อนหละทีนี้
ครั้งแรกไปติดต่อ HSBC เค้าบอกว่าง่ายสุด จิ๊บๆ ใครๆ เค้าก็ได้กันทั้งนั้น แต่ชั้นมันไม่เหมือนใครอยู่แล้ว เอกสารที่ทางโรงเรียนออกให้นั้นใช้ไม่ได้เนื่องจากไม่มีการ confirm ที่อยู่ที่อังกฤษ คือที่นี่ไม่ว่าจะติดต่อธุระอะไรก็ตาม คุณต้องโชว์ จดหมายหรือเอกสารอะไรสักอย่างที่มันมีชื่อคุณอยู่บนหน้าซองพร้อมระบุที่อยู่ชัดเจน ทางโรงเรียนดั้นไม่ใส่ที่อยู่ชั้นลงบนจดหมายซะยังงั้น เพราะชั้นยังไม่ได้เริ่มที่นี่ ยังไม่ได้เป็นนักเรียนของเค้า เค้าก็ไม่ยอม confirm ที่อยู่ให้ เอ้าแม่งอะไรกันเนี่ย.
กลับไปโรงเรียนเผื่อเลื่อนวันเรียนให้เร็วขึ้น
“วันจันทร์หน้ามารับจดหมายได้ใช่มั้ยคะ”
“ไม่ได้ วันจันทร์ไม่มีการออกจดหมายอะไรทั้งนั้น ต้องเป็นวันอังคาร”
อ้าววว มีงี้ด้วย
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาก็ไปรับจดหมายมาเป็นของตัวเองละ อืมม เพื่อนบอกว่าเปิด Lloyd ซิ ไม่เสียค่าบริการ debit card นะ เปิดง่ายไม่มีปัญหา เออ ดีเหมือนกันเพราะ HSBC ต้องเสียเดือนละ 6 ปอนค์แหนะ กลับไปเปิดสาขาแถวบ้านดีกว่าจะได้ติดต่อง่ายเผื่อมีอะไรเร่งด่วน แหมรอบคอบดีจังเลยเรา
กลับไป Lloyd แถว Elephant & Castle รอประมาณครึ่งชั่วโมง เพื่อโดนปฏิเสธอย่างนิ่มนวล คือเค้าบอกว่า “เราไม่รู้จักโรงเรียนของคุณ เรารับรองแต่โรงเรียนย่านนี้เท่านั้น” อ้าวววว ต้องกลับไปทำย่านโรงเรียนอีกหละซิเนี่ย เฮ้อ เออ เอาก็เอา พรุ่งนี้ค่อยไปละกัน
วันต่อมาก็ไปตามดั่งที่ตั้งใจไว้ นั่งรอที่ Lloyd ประมาณครึ่งชั่วโมง พอได้เข้าพบพนักงาน (เออคือ bank ที่เนี่ยเค้าต้องนัดเวลานะ ไม่ว่าจะทำธุรกรรมใดๆก็ตาม นอกเสียจาก ฝาก-ถอน ทั่วไปเท่านั้นที่ ที่ใช้การเข้าคิว ซึ่งก็ยาวนานไม่แพ้กัน) คิดว่าวันนี้หละกูได้แน่ แต่ก็เหมือนเคย เหมือนทุกที เค้าปฏิเสธอีกแล้ว เนื่องจากโรงเรียนเขียนชื่อเราผิดจากใน passport ดันสลับชื่อกับนามสกุลเราซะยั้งงั้น ที่สำคัญคือ ลงเรียนคอร์สสั้นแค่สี่เดือนเค้าไม่รับ ยังไงไปขยายเวลาเรียนแล้วกลับมาใหม่แล้วกัน
เวรรรรร กลับไปที่โรงเรียนเพื่อแก้ชื่อ แต่เรื่องลงเรียนคอร์สยาวกว่านี่นั้นขอคิดดูก่อน เพราะยังไม่รู้เลยว่าโรงเรียนนี้ดีรึป่าว โรงเรียนบอกให้ไปลอง bank อื่นๆซิ ลอง Barclay ดู ก่อนกลับเลยแวะไป Barclay รออีกครับ นานประมาณพอๆกันกับที่อื่นๆ พอได้พบเจ้าหน้าที่ เค้าก็บอกว่า ต้องการเอกสารอื่นยิืนยันที่อยู่ในเมืองไทย เช่น ใบขับขี่ หรือ บัตรประชาชนก็ได้ เอ้าาาาาา… ไม่ได้พกมาซะอีก “พรุ่งนี้มาใหม่นะครับ”
เช้าวันนี้เองกลับไปอีกที่ Barclay พร้อมบัตรประชาชนชาวไทย ที่แม่งไม่เคยใช้อะไรได้เลยในต่างประเทศ เพราะเนื่องจากทุกรายละเอียดที่โชว์บนบัตร ดันเป็นภาษาไทยทั้งหมด คร้ายยยยเค้าจะไปอ่านออกหละ คงรู้คำตอบกันแล้วหละซิว่าเค้าไล่กลับบ้านยังไง
สุดท้ายกลับมาอีกที่ HSBC เพราะเพื่อนบอกว่ามันเป็น bank ที่ง่ายที่สุดแล้วถ้าไม่ได้ที่นี่ก็ไม่ต้องหวังที่อื่นเลย คราวนี้ไม่มีปัญหาอะไร นอกเสียจากต้องจ่ายเดือนละ 6 ปอนค์เท่านั้น หลังจากเหนื่อยกับการเปิดบัญชีมาร่วมสองอาทิคย์ เงินเดือนละ 6 ปอนด์ ก็ยอมจ่ายอย่างง่ายดายหวะ
ได้บัญชีพร้อมบัตรเดบิต บัตรที่จำเป็นมากสำหรับการดำรงชีวิตอยู่ในประเทศนี้ ทุกอย่างล้วนต้องจ่ายด้วยบัตร จองโน่นจองนี่ทางออนไลน์ เพราะการจองออนไลน์ของที่นี่เราจะได้ราคาที่ประหยัดกว่า walk in สบายใจละ เรื่องจดหมาย statement ก็ไม่ยาก ถามเค้ามาละ ยิ้มร่ากลับมาเข้าเรียน เพื่อนคนไทยที่โรงเรียน ดั้นบอกว่า เค้าใช้วิธีเปิด account ที่ HSBC ก่อนสองเดือน แล้วเอา statement จาก HSBC ไปเปิดที่ Barclay ได้เหมือนกัน อ้าววววว พลาดอีกแล้วกรู เออให้มันได้อย่างนี้ซิชั้น กะว่าคิดดีแล้วเชว ก็เพราะเป็นโรคไม่อยากรอพึ่งคนอื่น ถ้าเราไม่มีบัตรนะเวลาซื้อของออนไลน์ก็ต้องไปพึ่งเพื่อนที่เค้ามีบ้ตรซื้อให้ ซึ่งชั้นไม่นิยมการรบกวนคนอื่นอยู่แล้วเป็นทุน เอาวะ จ่ายไปเพราะจะปิดก็ไม่ได้ ดั้นเป็น contract ด้วย ต้องจ่ายไปเป็นเวลา 1 ปี เซ็งงงงง….หวะ กูเกลียดดดดดดดด….”ธนาคาร”
9 comments February 7, 2008
อาลัย..ไอ้เหยิน
คนรักมีน้อยลงทุกวัน
เพื่อนมีไม่เยอะ
แถมนับวันก็ยิ่งน้อยลงไปทุกที
วันก่อนได้รับเมล์ที่ทำเอาสติแตก ไม่เหลือชิ้นดี พระเจ้ายังไม่หยุดทดสอบ มอบภาระกิจสะเทือนใจมาให้อย่างไม่ทันตั้งตัว เตรียมใจ
เพื่อนรัก หนึ่งในหมู่เพื่อนที่รักเรา ซึ่งนับว่ามันยืนอยู่แถวหน้ามาตลอด มาจากไปอย่างไม่บอกไม่กล่าว เค้าบอกว่าหัวใจมันล้มเหลว อยู่ๆก็วายไปอย่างไม่เจ็บไม่ปวด หลับแล้วหลับเลยประมาณนั้น เออ ทำเอาหัวใจคนอยู่ ก็ล้มเหลวไปด้วยอย่างไม่รู้ตัว
สติแตกไม่รู้ทำอะไรลงไปมั่งมารู้ตัวทีหลัง
1. โทรหาแม่ บอกแม่ทั้งนำ้ตาว่า เปลือยตายแล้ว พาเอาแม่ตกใจไปด้วย เพราะแม่รู้จักมันดี เนื่องจากมันมาประจบสอพลอแม่เราตลอดเวลาที่แม่ไปเยี่ยมที่เชียงใหม่ จนกลายเป็นคนโปรดแบบแปลกๆไปเลย
2. ส่งเมล์หาเพื่อนๆแทบทุกคน ส่งไปให้แม้กระทั่งเพื่อนที่ไม่ได้พูดกันมาเกือบห้าปีหลังจากเรียนจบ ทุกวันนี้ยังไม่รู้สาเหตุว่าเนื่องมาจากอะไร สติแตกกว่าเดิมเมื่อเพื่อนบางคนตอบกลับแบบให้รู้ว่าเกลียด
3. เขียนเมล์หามันทั้งที่มันไม่อยู่แล้วอย่างยาวเหยียด
4. เข้าไปดู hi5 มันตลอดเวลา เพื่อนๆพากันมาอวยพรส่งท้ายกันอย่างมากมาย สเหร่อไปอวยกับเค้าด้วย
5. ปิดประตูร้องให้อยู่ 2 วัน หน้าตาบวมฉึ่ง
ใช้เวลาจมอยู่กับความเศร้า เสียใจ เสียดาย ที่มันจากไปอย่างที่เราไม่ได้บอกลาอะไรกันเลย เสียใจที่มันบอกว่ามีปัญหาแต่ไม่ทันได้ช่วยแก้ไข เพราะมัวแต่วุ่นวายกับเรื่องของตัวเอง มีหลายอย่างที่ไม่ได้บอกมันก่อนหน้านี้ เพราะไม่คิดว่าจะไมไ่ด้บอกตลอดไป มีprojectต้องทำร่วมกันอีกมากมายบอกให้รอเรียนจบก่อน ดันรอไม่ได้ มันบอกอยากกิน chocolate อังกฤษ ก็ยังไมไ่ด้ซื้อไปให้
กลับไปอ่านเมล์เก่าๆ msn เก่าๆ ยิ่งทำให้ได้ทบทวนภาพเก่าๆให้มันชัดเจนยิ่งขึ้น
“ถ้ามึงเป็นอัมพาตก็ดีนะอีอ้วน มึงจะได้ไม่ไปไหน กูจะดูแลมึงเอง”
“ห่า หมานะเนี่ยมาแช่งกู”
“หรือถ้ามึงตาบอดนะ กูยกตากูให้มึงข้างนึงเลย”
“ถุย เอามาทำไมตาเล็ก เจ๊กเรียกพ่ออย่างนั้น กูเอาตาแพะมาใส่แทนยังเสียลุคน้อยกว่าเลย”
“โห กูนึกว่ามึงจะซึ้ง อีอ้วนเอ้ย”
ชั้นเชื่อตั้งแต่ตอนนั้นว่ามันคงให้จริงๆดวงตามันหนะ แต่ก็ทำกลบเกลือนไปเดี๋ยวมันจะได้ใจว่าเพื่อนซึ้ง
“กูรักมึงหวะ”
“หยาบคายนะมึง ใครเค้าสั่งเค้าสอนให้พูด เก็บปากไว้บังฟันเหอะ”
ไม่รู้กี่ครั้งที่บอกปัดไปอย่างนั้นเพราะไม่รู้จะตอบอะไร รักเหมือนกัน แต่ไม่ใช่อย่างที่มันอยากให้เป็น
“ไม่ค่อยสบายใจหวะ”
“อ้าววว มึงมีปัญหาอะไร”
“เออ เรื่องมันยาว ไว้กูเล่าให้ฟังทีหลัง กูไปทำงานก่อนนะ”
“ห่า นี่มัน ตีสามแล้วมึงยังอยู่คณะอีกเหรอ”
“เออ กูมันเป็นทั้งยามทัง้อาจารย์หวะ”
“เออ ไว้กูโทรไป”
“เออ รักมึงหวะอีอ้วน”
“เอ้า เดี๋ยวตบๆ ไปทำงานเลย ไอ้นี่ท่าจะเมานำ้เคลือบ เดี๋ยวกูโทรไป”
โทรไปหาหลังจากนั้น แต่มันไม่ได้รับสาย นั่นเป็นคืนสุดท้ายที่ได้คุยกัน ก่อนหน้ามันจากไปอาทิตย์นึง ไม่รู้ว่าปัญหาไหนที่มันบีบคั้นหัวใจมันจนวางวาย หลายปัญหาที่คุยกันมาล้วนไม่น่าเอามาเป็นสาเหตุ หรือการที่มันคุยกับเราด้วยอาการขำฮานั้น กลบเกลือนความทุกข์ที่แท้จริงเอาไว้ ถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็ทำแนบเนียนดีเสียจริงๆ
ชีวิตช่างแสนสั้นสำหรับคนดีๆ คนบาปหนักก็ต้องทนแบกรับหน้าที่กันต่อไป เนื่องจากกรรมเวรยังไม่หมดกันสักที อยากรู้ว่ามึงสบายดีมั้ย ก็ไม่รู้จะไปถามใคร เพื่อนๆยังคงเข้าไปถามหาคราวคราวของมึงทาง hi5 ไม่ขาดสาย กูไม่อยากไปเป็นเหมือนคนอื่นๆ อาจไมไ่ด้เข้าไปเป็นหนึ่งใน list เพื่อนรัก hi5 แต่เชื่อมั้ยว่านำ้ตายังไหลทุกครั้งที่เข้าไปดูหน้ามึงในนั้น
ฝันดีนะไอ้เหยิน
กูก็รักมึงหวะเพื่อน
ps. 1. นังนิว มันบอกว่ามึงอาจมาเกิดเป็นลูกกูก็เป็นได้ ไม่รู้กูจะดีใจหรือสยองดีหวะ ฮ่าาา ถ้ามึงจะมาเกิดเป็นลูกกูจริงๆ ช่วบันดาลให้พ่อหน้าตาดีหน่อยนะ เอออย่าลึมไปบอกนิวก่อนด้วยหละ มันรออยู่ ฮ่าาาาาา เอออันนี้จริงละ เกิดมาเจอกันอีกทุกๆชาติเลยนะ
ps 2. รูปมึงกูไปโหลดมา จาก hi5 น้องนาบอกว่าหล่อเชียว กูเลยบอกว่าไม่เห็นฟันมึงงัยเลยดูดี ฮ่าาาา เออ คนจะงาม งามที่ใจใช่ในหน้า กูรู้หรอก
ps 3. กูสัญญาว่าจะอ่านหนังสืออาจารย์ประมวลให้จบเหมือนที่มึงพร่ำบอก จริงๆ



เพลงนี้ของมึง ขอบใจที่ให้ CD coldplay ทุกชุด กูชอบเหมือนกัน
10 comments February 6, 2008





