Archive for April, 2008
Sayonara Hisa!!
Over 6 months that I have known one Japanese guy who later has become my good friend in UK. The first time I talked to you was in the computer room I asked you “do you work as an art director or any kind of creative work?” as your style was so strange but you shocked me with your answer “I’m an computer engineer” After that day I have learned that not just only the way you dress but also the way you live and think are completely strange. Hahaha
We went to Canterbury together with Haruka and JD, which was the first time I traveled with you. Even though, many friends concerned about traveling with you I found it wasn’t as terrible as people kept telling me. Moreover, at that day we started to talk more and more in silly and nonsense topics that I felt like you were so similar with all of my Thai friends although you were a Japanese. So I was getting know you seriously after that.
Every time I met you in school I want to kick or beat you because you always said only bad words to me but to be honest, I liked it. I prefer bad words but sincere rather than beautiful lie. And you were funkin sincere. Hahaha
The Halloween night was such a good fun. I really liked your dress and make up especially your glasses. Hahaha Really, I’ve still laughed a lot every time I saw your pictures again.
You moved to London before X’mas as you got a job, which I couldn’t imagine how could you get it in London. We didn’t see each other during that time. You went back to Brighton once on Gustavo’s birthday. It impressed me that you paid a lot of caring to your friends. I met you again in London and every thing still the same, as you never changed. ☺
We’ve become closer day by day; you are my good friend in London. I discovered Greenwich and other nice places because of your plans that have never been planed before travel but always got nice memories in the end. I don’t know if you hadn’t been here with me in London would I have visited many places like this. But from now on I have to explore UK alone without terrible navigator as you are. Hahaha
I’ve remembered that you shocked me with
“I’m going to travel somewhere tomorrow”
“But we are going to oxford the day after, aren’t we?”
“Yeah!! But I have one day I could go to Italy or France”
“Just only one day?”
“I can’t stay home all day even just only one day”
“Ohhhhhh okay Hisa let go then”
But you couldn’t find any suitable price ticket within one day before your travel in the well-organised country as UK. Finally, you could only visit some place in UK. Hahaha
I really worry about your many dreams, like you plan to get married next year, you haven’t got any bride to be yet though. And you want to start your own business but every time I ask you “what kind of business you want to do” you give me just the same answer “I don’t know, but no problem”. “ummm…” But I’ve known a lot of people who successes in their dreams with luck and perfect chance. You are going to be another one then…(about your business is possible but about married I’m not sure) Hahaha
Time goes really fast, from the beginning till the end. We meet for leave, we already known but our friendship will stay in touch as we said before goodbye. I‘ve been really happy knowing you hisa. Thank you for being my good friend. I hope you have a good life and I definitely see you again somewhere (Japan or Thailand). Don’t disappear, OK? Goodbye my friend.
Laila
Ps. No more cry, smile now!!!
Cool Japanese style
Cantebury gangster
Don’t forget this mask again, you can make the collection of it.
Greenwich, the nicest place in London
Crazy Halloween, who was the most sexy one?
This picture makes me laugh every time
Oxford with Japanese guys
Ehhhhhhhhhh……disgusting hahaha
Nice shot Arancha !!!
The last supper together, good byeeeee !!!
27 comments April 30, 2008
เขียวหวาน หม้อแรกแห่งชีวิต
เปิดตู้กับข้าววันนี้เจอเส้นขนมจีนสำเร็จรูปที่โมยป้าตุ้มมาหนึ่งกล่อง เลยพาลนึกอยากกินเขียวหวานขนมจีนขึ้นมาซะยังงั้น ทำไงดีหว่า อะ อะ มีสูตรที่ลอกมาจากบังดัม พี่ชายสุดที่เลิฟมาเมื่อวันก่อนนี่นา เอาเลย เอาเลย ไม่ลองไม่รู้ ยังจำได้ดีคำปรามาทจากนังน้องสาวตัวแสบว่า “จะทำได้เหรอ เดี๋ยวก็ได้เททิ้งหรอก” เชอะ วันนี้หละ ชั้นจะลบล้างมันนนนน
ไก่หนึ่งโล กะทิครึ่งโล เครื่องแกงสองขีด โหระพา น้ำปลา นำ้ตาล มะเขือไม่มี เลยเอาบล๊อกโคลี่ กับ แครอทมาแทน ใบมะกรูด สูตรคุณมาลีนา ไม่มีใส่ เมื่อจำได้ขึ้นใจดังนี้ ก็ลงมือกันเลย
ใส่กะทินิดหน่อยลงในกระทะ แต่กระทะไม่มีเลยเล่นหม้อมือถือเลยชั้น เอาเครื่องแกงใส่ตามไปสองขีดแบบที่บังดัมบอก ครั้งแรกเอะใจเหมือนกันว่า เออ เยอะไปมั้ยวะ แต่ก็นะสูตรต้องเป็นสูตร ผัดไปพอเครื่องแกงหอมฉุน เติมนำ้มันพีชลงไปหน่อยนึง ช่วยให้เครื่องแกงสีสวยขึ้น(พี่บอกมา) ก็ผัดต่อไปจนจามนั่นแหละ นับว่าใช้ได้ เอาไก่ลงไปผัดต่อให้สุก อันนี้แหละแหม นานเหลือเกินเนื่องจากไก่เยอะมาก หม้อไม่สมดุล เติมน้ำปลา น้ำตาลลงไป ปรุงรสตามชอบใจ ชั้นปรุงอยู่นาน ชิมแล้วชิมอีก ปรากฏว่าเผ็ดมโหราฐครับท่าน ตายแล้วเพื่อนจะกินได้มั้ยเนี่ย อย่าว่าแต่เพื่อนเลย ชั้นเองก็กินไม่ลงเหมือนกัน ลิ้นสั่นแน่ๆ ตัดสินใจตักเครื่องแกงออกบางส่วน จริงๆแล้วครึ่งนึงเลยหละ หลังจากนั้นก็รอไก่สุก ใส่น้ำตาลไปเยอะมาก เครื่องแกงยี่ห้อนนี้เค็มเป็นทุน เลยไม่ได้ใส่นำ้ปลามากนัก ใก่สุขก็เอากระทิที่เหลือใส่ตามลงไป ชืมอีกแล้ว แต่กระทิยังไม่สุกเลยรสชาดเหมือนขนมหวาน 555 พอใส่กระทิลงไปรสชาดจืดไปในบัดดล อยากเติมนำ้ปลากับเครื่องแกงมากๆ แต่นึกถึงเพื่อน ญี่ปุ่นลิ้นบางขึ้นมาได้ เลยหยุดเอาไว้แต่นั้น ใส่ผัดตามลงไป เท่านี้ก็เสร็จ
กางตำราทำกันเลยทีเดียว 555 มือใหม่จริงๆ
ภูมิใจสุดๆ หม้อเน่าไปหน่อย อิอิ
Hisa ทำเป็นฮา ซัดไปสองจานเต็มๆ เชอะ
ต้องขอขอบคุณป้าไก่สำหรับขนมจีนคะ หร่อยมากๆ
หน้าตาหน้ากินมากๆ ขอบอกว่าภูมิใจนำเหนอสุดๆ คิดว่าแม่คงภูมิใจในลูกสาวคนนี้มากขึ้นอีกนิดหน่อย ในที่สุดอิงแลนด์ก็ให้อะไรกับชั้น แกงเขียวหวาน นั่นเอง 555
ปล. 1 เพื่อนชอบกันทุกคน ความจริงมีแค่สองคนเท่านั้นแหละ hisa (เพื่อนญึ่ปุ่น) vicky (เพื่อนหมึกงัย จำกันได้มั้ยเอ่ย) อยากเอาไปฝาก Arancha แต่คาดว่าเธอคงไม่สามารถเพราะรสชาดบาดใส้เธอแน่ๆ
ปล. 2 เพื่อนเก้ทำร้านอาหารไทย บอกแกงเขียวหวานที่ร้าน ถ้วยละ 700 บาท แม่เจ้า วันนี้เรา hi-so มากๆ 555
15 comments April 24, 2008
memorable@hotmail.com
650 mails ใน inbox ของ hotmail ซึ่งยังไม่เคยกูกเปิด เพราะเห็นคำขึ้นต้นอาถรรพ์ fwd……ของแต่ละเมล์ พาลให้ไม่ใส่ใจ ซึ่งทั้งหมดยังคงถูกละเลยอยู่อย่างนั้น ชั้นดันกลับไปค้นเช็ตเมล์เก่าๆ ตั้งแต่ครั้งสมัยที่เพ่ิงเล่น internet เป็นใหม่ๆ พบว่ามีความทรงจำมากมายอาศัยกันอยู่ใน inbox hotmail.com เมื่ออ่านอีกครั้งก็ได้อมยิ้มอีกที
: เมล์หาแต๋นแลบ เพื่อนผู้จากไปด้วยมะเร็งร้ายนานมาแล้ว (3/01/03)
ความคิดถึงล่องลอยอยู่ในอากาศ สูดลมหายใจปนความคิดถึงชื่นใจใช่ไหมหละ
อากาศดีๆมีอยู่ไม่น้อยและความรักที่ล่องลอย ใช่ว่าน้อยกว่าโอโซน หายใจลึกๆ
ช้าๆ ให้ความรักเดินทางสู่ปอด แล้วส่วนที่เล็ดลอดจะมุ่งตรงเข้าสู่หัวใจ
อิ่มเอม………..
บอยเลอรี่ จอมปอดแหก
: มันตอบกลับมา อย่างเหนียวเหนอะ
อากาศ ที่นี่มันเค็ม ๆ เหนียว ๆ ความรักที่ปะปนมามันเลย เหนอะหนะ
หายใจเข้าไปก็เหนียว ๆ แต่ก็ชื่นใจ เพราะยังมีลมเลไหว ๆมากับต้นพร้าว
แต่สูเจ้าระวังลมเหม็น ๆ จากลมปากของชายร่างน้อย ที่ปากเปราะพกลมอมควัน
จากท่อรถโฟคนะยะ ( ขอเห่านิดนึง )
ดีใจมากที่ส่งอะไรอย่างนี้มาให้ ไอ้แบบ ไฮเทคน่ะ เปิดไม่เป็น คุณน้องต้องเข้าใจนะ
ว่าอยู่เกาะ มีแต่ลิงกับต้นพร้าว มือถือเนี่ยพึ่งจะใช้เป็น คิดถึงสูเน้อ นึกถึงหน้าดำๆ ที่งามขำ
ของเจ้า กับเสียงเห่าที่กังวาน การงานเป็นอย่างไรบ้าง เรื่องผู้ชายคงไม่ต้องถาม
เพราะตอนนี้หากินเองได้แล้วไม่ได้อด ๆ อยาก ๆ อะไรใช่ม๊ะ ช่วงนี้อากาศร้อน
ระวังอย่าให้หางตก ตาขวาง น้ำลายใหลยืดนะ รักษาสุขภาพด้วย
คิดถึง
ฐานราบ
(นามปากกาจาก texture บนหน้าที่เรียบเนีบนเท่ากันทั้งหน้า แยกไม่ออกไหน ปาก จมูก ตา)
: อันนีี้ของเพื่อนต้อม ไฮโซ
แหมๆๆๆหวานซะ ไปได้มาจากไหนอีกหล่ะส่งมาเนี่ยไม่ดูคนเลยน่ะ
ไม่รู้จักอีกดิบซะแล้ว….เมื่อความรักล่องลอยอยู่ในอากาศมากไป
จงระวังสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ความรักอาจจะชักดิกดิก ได้….
อีสาวไร้รัก…ต้อม
อีกอันของมันที่อยากอวด :
ข้าเจ้าเป็นสาวเจียงไหม่เสียแล้วเน้อเจ้า ถึงโตยสวัสดีเพียบสภาพบ้านก็ยังพออยู่ได้ยังไม่มีงูมาวางไข่ คิดว่าถ้าเจอก็จะทำให้สุกก่อนกินจะได้ไม่ต้องซื้อยาถ่ายมันเปลือง สูคงสบายดีเน้อแหมพูดยังกับจากมานานและ ไม่รู้สภาพตอนนี้ยังไม่ได้ไปเช็คตลาดเลย แต่เท่าที่ทางผ่านแถววัดอุโมงค์ก็พอมีประปรายนี่ขนาดยังไม่ถึงถ้ำมันนะ อุ๊ยถ้าอยูที่แหล่งมึงเอ๊ยนั่งเสียวก่อนทั้งคืน (เสียวเพราะหนาวไม่มีผ้าผวย) คิดว่าถ้าเราอยูนี่ได้แน่ตอนนี้มีหรั่งเริ่มมาลงรกรากปักฐานที่นี่เยอะ ขอเปลี่ยนแผนบ้านลูกหมูเป็นบ้านลูกหมา เพราะหมาเอาได้ไม่เลือกหน้าแหมจะเป็นของตัวอื่นมาแล้วก็สามารถเข้าคิวรอได้ ที่สำคัญคือถ้าไม่พอใจก็งับอย่างเดียว กินง่าย อยู่ง่าย แต่ไว้ใจไม่ได้นั่นแหละคือหมา!
“นางแต๋นมันขอคำปรึกษาปัญหาความรักของมัน มันบอกว่าให้ชั้นกับแกระดมคำปรึกษาให้คำช๊แนะมัน ชั้นก็ให้ไปแล้วต่อไปก็เป็นแก”
“เรามีกันแค่เพียง3ตัวอยู่มาจนคนสงสัยว่าเราทำมัยทนไหวคบกันได้ไงทั้งที่ชอบกันกัด”
“เล็กๆน้อยๆเราไม่เคยอภัยความจริงในใจมันโฉด”
“รักเรามันจึงจำเป็นอย่างนี้เพราะมีกันอยู่3ตัว”
ต้อมสตายลิส
อันนี้ไม่อวดไม่ได้ :
อุ๊ยขอบใจ นะสำหรับคำอวยพรและกำลังใจจากมึง ช่วยกูได้เยอะตอนนี้กูก็เลิกหวังรองานจากอีโอดแล้ว เพราะคิดว่าคงไม่ได้แล้วว่ะ แต่มันมีงานให้กูโว๊ย มันให้กูทำภาพคอลลาจลงบนผ้า พอดีพี่มันจะเปิดโรงแรม(ผี)ที่ระยอง เค้าจะให้มันไปทำตกแต่งอะไรประมาณนี้ มันเลยให้กูทำภาพไว้ติดในห้องต่างๆ60รูป ก็ถือว่ามันช่วยกูนะแหละ กูก็ยินดีรับความช่วยเหลือจากเพื่อนอย่างเต็มใจไป4000บาท แต่เอ๊ะเดี๋ยวก่อน ไม่ใช่แค่นั้น เพราะหักลบกลบหนี้แล้ว กูก็ได้ไป2000บาท พูดง่ายๆคือมันหักหนี้กูไป2000บาท (ส่งสัยขี้เกียจรอกูจะมีปัญญาใช้หนี้ เลยหาวิธิเล่นเกมปลดหนี้)กูก็ทราบซึ้งกับน้ำใจของเพื่อนคนนี้จริงๆ ก็เลยบอกมันไปว่า พี่มันจะรับกูทำงานเป็นผู้จัดการโรงแรมมั้ย เพราะจะให้กูไปเริ่มต้นทำงานเป็นพนักงานเล็กๆ แล้วค่อยไต่เต้านั้นกูว่าเสียเวลา เพราะยังไงกูก็อยากทำงานตำแหน่งใหญ่ ก็เลยขอเป็นผู้จัดการเลยไม่ต้องเสียเวลาทั้งสองฝ่ายแกว่ามั้ย แต่มันก็บอกว่าเดี๋ยวรอก่อนกูว่าถ้าได้กูก็จะลองทำดู ถ้าไม่รุ่งก็ออกมึงว่าไงอยากมาทำมั้ย มึงอยากได้ตำแหน่งอะไรก็บอเสี่ยแกไป ดีนะไม่ต้องเสียเวลา ใอ้เราก็อายุมากแล้ว จะให้มานั่งทดลองงานกูว่าเสียเวลา ไหนๆเราก็มีเป้าหมายแล้ว…..เออแต๋นแลปบอกว่ามันจะกลับมาวันที่27แต่ไม่รู้เดือนไหน เดี๋ยวมันกลับมาก็อาจนัดกันไปเที่ยวที่มันดีมั้ย ถ้าไม่มีงินก็หาโขมยตังส์แม่ก่อนไปก่อน ได้งานแล้วค่อยทะยออยคืน กว่าจะคืนหมดเค้าก็ลืมไปแล้วว่าเรายืมไปเท่าไหร่ มีข้อแม้ว่าเวลาคืนต้องคืนทีละน้อยๆจะได้งงไง…เฮ๊ยถ้ามีงานอะไรเวิคร์ๆที่โน่นก็แนะนำกันมั่ง แล้วแด่สมัครที่ไหนไปแล้วบ้าง สนใจทำธุรกิจ SMEs มั้ยส่วนร้านกาแฟที่เชียงใหม่ก็รออยู่ ไม่รู้พี่แอนได้เงินหรือยัง ชั้นเลยต้องหาอะไรเผื่อๆไว้ก่อน กันพลาด ถ้าลงกรุงเทพคงแวะไปที่แกสักคืน2ืน3คืน4คืน5….. ไม่แน่ว่ะ คิดถึงก็โทรมา อย่าฟุ้งซ่าน เดี๋ยวสมองไม่ว่าง เก็บเอาไว้คิดเรื่องผู้ชาย ที่จะมาติดกับเรายังไงดีกว่า ตอนนี้ออเดอร์เพื่อนไปก็ยังไม่เห็นติดต่อกลับมาเลย เงียบเป็นเป่าหอยว่ะ….คิดถึงพอสังคัง…..ต้องสังข์ทอง
(อ่านแล้วขำอยู่คนเดียวกับความคิดของมัน เป็นขั้นเป็นตอน แต่เป็นตอนที่ชั่วๆอะนะ 555 หาได้อีกมั้ยคนอย่างมัน)
: อันนี้เพื่อนส้ม เก่าสุดก็เห็นจะมีแค่นี้ เพราะชีอยู่ใกล้ คุยกันตามสายอยู่ทุกคืน (2/28/05)
รีบส่งมาเลยนะย่ะ อยากดูมากกก ก…. แล้วก็ส่งรูปที่ไปเที่ยวระยองมาให้ดูด้วยนะ อยากเห็น….ถ้ามี เมื่อวานเสียงดูเครียดๆ จังว่ะ มีอะไรหรือเปล่า หรือว่า คราวที่ไประยอง แกเสียทีอีต๊อบไปซะแล้ว!!! โอ้ว …ไม่น่ะ….เพราะว่าพี่อ๊อดจะเสียใจมากกกกพี่อ๊อดแกเล็งของแกไว้นะ…
: ของป้าเสือก็ยังอยู่ดี อันนี้เก่าที่สุดมั้ยนะ จำไม่ได้อะ (Mon, 21 Jun 2004)
เขียนไปตัดพ้อ :
ฟ้ากำลังหม่นหมอง น้องกำลังขุ่นมัวกับบรรยากาศรอบด้าน ได้ยินเสียงโทรศัพท์แช่มชื่นทันใด คิดว่าวันนี้คงเริ่มแจ่มใสขึ้นบ้าง เปรี้ยง! ฟ้าผ่าพายุกระหน่ำพัดโบก ตัวไหวโยกโคลงเคลงตามเสียงปลายสาย เศร้าหนักกว่าเดิมเป็นล้านเท่า
น่าสงสารใช่มั้ยหละ ถ้ายังได้โปรดเถิดเศร้าจริงๆ นะ แง แง
candy boilery
ป้าตอบกลับมาอย่างนี้ :
น้องป๋อง
จะเศร้าทำไมเล่า..ก็รู้ว่าเขาเป็นเช่นนี้ ..กล่าวคือแหย่เล่นตลอดมา และจะขบกัดตลอดไป ห่วงไปใยมี งานดี ๆ คือสิ่งที่ต้องใส่ใจ
ประสาอะไรกับพี่ๆ ที่เอาสะใจจากแกล้งน้องเล่นไปวันๆ แม้ไม่เห็นขัน..อย่าเพิ่งตักน้ำ เอ๊ย..เอาใหม่ แม้ไม่เห็นจะขัน..ก็จงตามใจพี่ๆ เถิด ของมันเป็นแต่เกิดแก้ไม่ได้ แต่แค่ได้อยู่ใกล้ๆ ก็อุ่นใจไม่ใช่เหรอ ก็เธอ..เป็นน้องพวกเรา ถึงจะเศร้า (เพราะอีพี่สองคนนี้แหละ)ก็ต้องเมล์มาหากันอยู่ดี (แอดเดรสก็ของอีพี่สองคนนี้ตามเคย)
มันมีอีกมากแต่ก็ไม่สามารถเผยเพร่ได้ทั้งหมด บางอันก็ติดเรท (คงรู้ตัวนะว่าใครที่คือเจ้าของเมล์ที่ไม่สามารถเอามาลงได้ 555) มานึกๆดู email เนี่ยมันก็เหมือนคลังของเก่า ไอ้เจ้า inbox คือกล่องใส่ความทรงจำดีๆนี่เอง ลองไปนับดูมีเมล์ที่เป็นข้อความให้รำลึกถึงเรื่องราวในช่วงเวลานั้นอีกมากมาย ลองเช็คของคุณดูนะคะ ว่ามีอะไรเหลืออยู่บ้าง
ปล. เออเพิ่งสังเกตเห็นว่าทั้งหมดล้วนเป็นเรื่อง ผู้ชายยยยยยย ทั้งสิ้น 555
23 comments April 23, 2008
บุพเพ หรือ บังเอิญ ??
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อเรื่องบังเอืญ หรือบุพเพเนี่ย แยกไม่ออกจริงๆ
เรื่องมีอยู่ว่า ก็เมื่อคราวที่เดินทางกลับจากท่องเที่ยวอย่างแสนสุขคราวที่แล้ว อันเนี่องมาจากความงามที่หน้าตา มันส่งผลมายังจิตใจให้งดงามไม่แพ้กัน เมื่อเพื่อนสาวชาวเติร์กมาขอมาพำนักที่ห้องเป็นการชั่วคราวช่วงที่ชั้นไปซุกหัวนอนที่อื่นนั้น ซึ่งชั้นก็ไม่ขัดข้องอะไร มอบกุญแจไว้ให้เจ้าหล่อนก่อนไปอย่างง่ายดาย แต่เมื่อคราวจะกลับหนะซิที่เกิดเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาเนื่องจากเราไม่มีกุญแจสำรองใดๆทั้งสิ้น ทั้งนี้ทั้งนั้น เราได้ทำการตกลงบอกเพื่อนหมึกเอาไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนไปแล้วว่า กรุณาอยู่บ้านด้วย เพราะชั้นไม่มีกุญแจนะ เพื่อนก็ตบปากรับคำอย่างมั่นเหมาะ แต่เหมือนมันเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นกับชั้นอยู่เรื่อยไปหรืออย่างไรไม่ทราบ ลงจากเครื่อง อีซี่เจ็ท (โลคอร์ส ซึ่งถูกมากเหมือนที่หลานหมวยบอก เชอะ) อย่างราบรื่น ต่อรถบัสจากสนามบินมาถึงลอนดอนอย่างไม่ติดขัด รอรถเมล์ก็ไม่นานนัก นั่งรถเมล์ถูกสาย ลงตรงป้าย แหม มันตะหงิดๆ ยังไงไม่รู้ อะไรมันจะราบรื่นยังงี้นะ มันไม่เคยเกิดขึ้นกับเรามาก่อน…
ถึงหน้าประตูห้องเป็นเวลาเกือบตีสาม อากาศหนาวได้ใจ เคาะแรกด้วยความหวัง เคาะสองด้วยเผื่อเพื่อนหลับไหลไม่ได้ยิน เคาะสามวังเวงมืดมน เคาะสี…ห้า…หก ด้วยอารมณ์โมโหและสิ้นหวัง เคาะสุดท้ายด้วยบาทา พร้อมอุทานหยาบคาย shit shit shit !!! เมื่อไม่มีหวังแน่แล้วสิ่งแรกที่นึกถึงคือโทรศัพท์ ตายห่า แบตหมด…….ทำยังไงดี นอนข้างนอกอย่างนี้ไม่ได้นะ มันหนาว น้ำตาเริ่มเอ่อ ด้วยความน้อยใจว่าทำไมกูถึงได้ซวยไม่เลิก…แล้วไอเดียนึงก็บังเกิด…เปิดกระเป๋าค้นเอาสายชาร์ท เดินข้ามถนนไปหาเพื่อนที่ตึกตรงข้าม เธอเป็นน้องเจ้าของบ้าน เดินฝ่าความมืดอย่างยะเยือก ก็ไม่มีคนเดินร่อนเร่ยามดึกที่หนาวเหน็บเช่นนี้ เยี่ยงชั้น
เคาะหน้าห้องครั้งที่หนึ่งด้วยความเกรงใจอย่างสุดขั้ว เงียบ…
เคาะครั้งที่สอง สามด้วยความหวัง เงียบ….
เคาะครั้งที่สี่ทั้งน้ำตา ยังคงเงียบ…งัน
ทอดถอนใจอยู่สองนาที เหลือบไปเห็นห้องข้างล่างยังเปิดไฟอยู่ เอาวะ ด้านได้ชาร์ท อายนอนนอกบ้าน เคาะแรกอย่างละอายใจ…. เคาะสองอย่างมีหวัง… ไม่ทันได้เคาะสาม ก็ได้ยินเสียงลอยผ่านประตูถามว่า “Who’s that?” ใจพองเลย เปิดมาเป็นหนุ่มหน้าตาคมเข้มแบบสไตล์ฝั่งเอเชีย “excuse me ahh…I’m so sorry to disturb u at night blah…blahh……” อธิบายลิ้นพันกันเลย ด้วยความกลัวว่าเค้าจะคิดว่าเราเป็นนกต่อ แล้วปิดประตูหนี สุดท้ายพ่อหนุ่มก็อนุญาติให้่เราชาร์ทอย่างใจดี โทรถามนัง flatmate ตัวแสบเรียบร้อย ได้เรื่องว่าชีซ่อนกุญแจเอาไว้ใต้พรมเช็ดเท้าหน้าบ้าน เนื่องจากหล่อนหนีไปพักผ่อนกับญาติที่ Manchester เออ…เอากับมันซิ นี่ขนาดบอกมันก่อนหน้าแล้วประมาณสองอาทิตย์นะ มันบอกว่าเมล์ไปบอกแล้วงัยเมื่อวานนี้ แต่ตัวมันนั้นอยู่บ้านญาติมาร่วม 4 คืน 5 วัน เฮ้อออออ…..จะบอกนานกว่านั้นหน่อยก็ไม่ได้ กูไม่ได้เช็คเมล์โว้ยยยยย….
โทรเสร็จสรรพ ก็ขอบอกขอบใจพ่อหนุ่มหน้าเข้ม ก่อนจากมา ยังใจดีบอกว่าถ้ายังเข้าห้องไม่ได้ก็ให้กลับมาแล้วกัน แหมมม ใครจะกล้าหละ แอบหวังในใจว่าขอให้ไม่ได้กลับเพราะถ้ากลับมาอีกนั่นแปลว่าชั้น ไม่มีที่ซุกหัวนอนแน่ๆ คืนนี้ แต่สรุปก็คือพบกุญแจและเข้ามานอนแอ้งแม้งในห้องอย่างเป็นสุข
วันต่อมาเลยซื้อเค้กไปแขวนไว้หน้าห้องเป็นการขอบคุณ เพราะถ้าไม่ได้เค้าเราแย่แน่ๆ หลังจากวันนั้นก็ไม่ได้คิดถึงหรือ เรียกว่าลืมไปแล้วเลยก็ว่าได้ แต่เมื่อวานนี้เอง ขณะที่เดินทางไปงานแต่งงานเพื่อนชาวญี่ปุ่น บน tube สายประจำ เมื่อขึ้นไปนั่งก็ต้องแอ๊บหยิ่งเพราะไม่รู้จักใครทั้งนั้น แล้วก็รู้สึกได้ว่ามีใครจ้องอยู่นาน… เลยหันไปมอง สบตาเข้าให้ ใครหว่า “Are you Laila ? ” เฮ้ย รู้จักชื่อชั้นด้วย “Yes, who are you?” ถามไปโง่ๆเลย เพราะนึกไม่ออกจริงๆ ใครวะ พอพ่อหนุ่มอธิบายว่า ชั้นเองงัยที่เธอให้ขนมเค้ก ที่ชาร์ทมือถือคืนนั้น ถึงบางอ้อเลยครับ เอ้อออออ….เอ้า ยังอุตส่าห์มาเจออีกจนได้…
คุยกันไป คุยกันมา เค้าบอกว่าเค้ากะลังจะย้ายไปอยู่ที่อ่ื่น (วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เค้าจะอยู่แถวนี้) เพราะบ้านเค้าเคยโดนขโมยขึ้น คืนวันนั้นที่เปิดไฟก็เพราะเหตุนั้นแหละ เอาไว้หลอกโจร สมเลยโดนเราปล้นซะ 555 เค้าบอกว่ามันเป็นเรื่องน่าประทับใจเหมือนกันกับเรื่องบังเอิญแบบนี้ อะยึ๋ยยย หมายความว่างัยหว่า… ไม่มีอะไรไม่ต้องลุ้น เนื่องจากเค้าเป็น ครึ่งอินเดีย ที่เราไม่มีทางอินด้วย เลยจากกันไปแบบเนียนๆ
แต่มันก็เป็นเรื่องน่าประทับใจเหมือนที่พ่ออาชวิน (ชื่อคุณแขกเค้า อินเดียโคตรๆ) บอกไว้ ประทับใจจนต้องเอามาเล่าต่อ นี่ถ้าคุณพี่แกหล่อกว่านี้อีกหน่อย แล้วมีเชื่อสายทางฝั่งยุโรปอีกนิด เราคงจะทึกทักว่าเป็นเนื้อคู่แน่ๆ 555 แต่นี่ไม่แนว เลยสรุปว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญดีกว่า 555
6 comments April 21, 2008
A Gift
A gift from someone far away.
It boots my mind up from loneliness.
Thanks God !!
Thanks You !!
Add comment April 21, 2008
หิมะหนา เดือนเมษา ที่อิงแลนด์
มันเหมือนว่าโลกใกล้จะถึงกลปวสารหรืออย่างไรไม่ทราบ แต่ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงไม่เว้นแต่ละวัน ไม่เว้นแต่ละที่ อากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรงขึ้นทุกทีๆ
เดือนเมษาที่บ้านเราร้อนระอุ แดดแรงๆตามชายหาด สาดน้ำสงกรานต์ชื่นฉ่ำใจ แต่เดือนเมาษาปีนี้ของชั้นเปลี่ยนไปอย่างน่ากลัว จริงๆไม่ใช่แค่เราที่พบเจอคามเปลี่ยนแปลง กับสถานที่ใหม่ บ้านเมืองใหม่ๆ ผู้คนใหม่ๆ ผู้คนที่นี่เองก็ยังแอบฉงนจนใจกับความเปลี่ยนแปลงของตัวเองเหมือนกัน
เมษา summer comes ที่จริงมันควรจะ ซัมได้แล้ว แต่นี่อะไร ที่ไหนได้ หิมะกระหน่ำซะอย่างน่ากลัว เช้าวันอาทิตย์ที่แล้วโน้นเอง ทีชั้นถูกปลุกด้วยเสียงโวยวายของยัยเพื่อนหมึก snowing ๆๆ อะไรกันฟะ แอบเปิดม่าน มองออกไปนอกหน้าต่าง พบว่าพื้นที่ข้างนอกขาวโพลนไปด้วยหิมะ ตาสว่างเลย รอคอยวันที่จะเห็นหิมะตกที่ลอนดอนมาตลอด ย้อนหลังกลับไปเมื่อครั้งที่กลับมาจากท่องเที่ยวใหม่ๆ เพื่อนหมึกบอกว่าชั้นพลาดไปหนนึง หิมะตกช่วงที่ชั้นจากไปท่องเที่ยวอยู่ห่างไกลอีกประเทศนึง แต่คราวนี้ไม่มีพลาด 555
นั่งมองหิมะใต้ผ้าห่มอุ่นๆ โรแมนติกมากๆ เสียอย่างเดียวว่าในผ้าห่มมีชั้นคนเดียว ไม่มีผีมาซ่อนให้หวาดเสียว 555 นั่งมองอยู่ได้ตั้งนานสองนาน แต่ก็อุ่นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเพื่อนร้องโวยวายลั่นบ้านว่า heater ไม่ทำงาน เอ๊าาาาาาา ซวยได้อีกมั้ยเนี่ย หนาวมั้ยหละงานนี้กรู….
กลายเป็นวันอาทิตย์ที่ปล่อยผ่านไป กับการล่องลอยของจิดใจ ตาก็จ้องไปที่หิมะขาว ที่ตกอยู่ไม่นานก็ละลายหายไป อืมมมม กลับมาเป็นภาพเดิมที่คุ้นเคยอย่างรวดเร็ว
เหงาดีเนอะ บรรยากาศแบบนี้ แต่อีกทีก็สงบดีเหมือนกัน
เช้าอีกวันอ่านข่าว เค้าบอกว่าทางเหนือโดนไปหนัก รถชนรถคว่ำกันไปก็หลายกรณี อะนะ โลกหนอโลก ![]()

กระหน่ำ ซัมเมอร์ ของจริง
คืนสภาพอย่างรวดเร็ว
11 comments April 17, 2008
Arancha เพื่อนซ่าชาวสเปน
มีเพื่อนใหม่มาแนะนำให้รู้จักกันเน่ื่องจากต่อไปนี้ชีคงมีบทบาทในชีวิตลอนดอนเนอร์ของชั้น พูดแล้วก็น่าแปลกใจกับโชคชะตา เนื่องจากไม่คิดว่าจะหาเจอ คนบ้าๆ สติไม่ดี แต่มีกะตังค์ 555 ที่สำคัญดันมาเจอที่อังกฤษเนี่ยซิ…
Arancha เป็นหญิงบ้าชาวสเปน เรามีอะไรเหมือนๆกัน วัยก็ใกล้เคียงกัน ภาษาก็แย่พอๆกัน ฮีๆๆๆ ชีมาเรียนภาษาเพื่อพัฒนาตนเองอยู่ทีนี่ได้เดือนกว่าๆ เนื่องจากต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เธอเรียนจบปริญญาโทกฏหมายจากสเปน แต่ดั๊นมาคิดได้ทีหลัง ซึ่งช้ามาก ว่าตัวเองชอบ marketing จึงหันหัวเรือมาเทียบท่าตลาดซะยังงั้น ความจริงถามหน้าที่การงานไม่น่าจะเข้ากันได้ art di กับ marketing เพราะจากประสบการณ์การทำงาน มักจะค้องมีเรื่องกันเป็นประจำ แต่งานนี้เข้าก๊านนน เข้ากัน ยังไงไม่รู้ เราแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องต่างๆต่อกัน จึงพบว่าเรามีมุมมองการมองโลกแบบหญิงแกร่งบึกบึนเหมือนกัน เรื่องความฮาหลายครั้งที่ชีหัวเราะคนเดียวเนื่องจาก ยอมแพ้ต่อการแปลงมุขจาก สเปน มาเป็น อังกฤษ ประมาณว่ามันเหนื่อยเกินไป ยังไงขำล่วงหน้าไปก่อนคนเดียวจะดีกว่า หลายครั้งที่ชั้นก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน
ห้องเช่าราคาแพงหูฉี่ของเธอกลายมาเป็นรังรักของเรา เย้ยยยยย จริงจร๊ิงงงง เพราะทุกวันจะต้องไปนั่งดวดโค้ก แลกมุข ติวภาษา ปรึกษาปัญหาชิวิต นินทาแฟน แล้วอื่นๆอีกมากมาย ด้วยกันหลังเลิกเรียน ชีต้องการพัฒนาภาษาหลักสูตรเร่งด่วน ชั้นก็แนะนำไปตามประสาของชั้น แต่กลับประทับใจเธอ ว่าเข้านั่น
จากวันที่เจอกันครั้งแรกจนกระทั่งวันนี้ก็ร่วมเดือนกว่าๆได้แล้ว แต่เหมือนรู้จักกันมานานกว่านั้น เนื่องจากชีมีความกล้าบ้าบิ่นไม่แพ้ชาวแก๊งค์ของเรา เรียกว่าสอบผ่าน ทุกกระบวนวิชาท่าก็ว่าได้ ไม่เคยคิดเลยว่าชาตินี้จะต้องมา translate มุขฮาๆเป็นภาษาต่างประเทศ มันยากและเหนื่อยจริงๆ
ทุกวันนี้เลยไม่เหงาเท่าที่ควรจะเป็น เพราะมีเพื่อนเพี้ยนๆที่คุยภาษาเดียวกัน คือภาษาที่คุยได้กับเพื่อนไม่กี่คน ซึ่งพวกบ้าเหล่านั้น เราได้เคย mention ไปแล้วทั้งสิ้น
รู้สึกว่าอย่างน้อยเราก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง ที่เมื่อเพื่อนนิวกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่บ้านเราเมืองเรา ฟ้าก็ส่งเพื่อนใหม่มาแก้เหงาทันเวลา
เอ้า……เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ต้อนรับ Arancha อย่างอบอุ่นกันด้วยนะคะ
โฉมหน้า Arancha
23 comments April 13, 2008
ไปสวิสแล้วติดใจตอนสุดท้าย (แทนคำขอบคุณ)
เป็นภาพความประทับใจที่แอบมองจากข้างหลังบ้าง ข้างหน้าบ้าง ระหว่างทางในช่วงเวลาแห่งความสุขคะ
ขอบคุณอีกครั้งคะ
5 comments April 6, 2008
ไปสวิสแล้วติดใจตอนที่ 4 (goodbye basel)
เช้าวันสุดท้ายที่โปรแกรมตอนเช้าคือ เยี่ยมเยียนโรงพยาบาล basel เพราะป้าตุ้มต้องไปหาหมอ เราเลยได้ติดสอยไปด้วย หลังจากโรงพยาบาล เราไปเดินเล่นกันต่อในเมือง ไปเยี่ยมชมงานศิลป์ที่ป้าบอก งานอะไรของมันวะ ดูกี่ทีก็ไม่เข้าใจ 555 หลังจากนั้นเราเอาใจวัยป้าด้วยการไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ตุ๊กตา (อืมมม เข้ากับหน้าทั้งสองคนเป็นอย่างมาก)
อาคาร 5 ชั้นเป็นแหล่งรวมของตุ๊กตาทั้งหลายจากทั่วโลก เดินกันจนน่องโป่งก็ยังดูไม่ทั่วเลย ชอบๆ มึทั้งชั้น teddy bear, model ธุรกิจของประเทศต่างๆ, นิยาย นิทาน….น่ารักและสวยงาม น่าทึ่งว่า คนทำเนี่ยเค้าต้องมีความพยายามมากๆ แล้วก็ต้องมีใจรักเท่านั้นถึงจะทำได้ เพราะแต่ละชิ้นคาดว่าต้องใช้เวลาไม่น้อย กว่าจะสร้างสรรค์กันจนลงตัวขนาดนี้ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ก็ต้องบ้าไม่แพ้กันที่เอาเงินมาลงทุนสร้างที่แห่งนี้ขึ้นมา ยังคิดว่ามันต้องไม่รวยอย่างเดียวเนอะพี่เนอะ มันต้องบ้าด้วย 555 (เค้าไม่ให้ถ่ายรูปเลยไม่มีรูปมาอวดแต่มี website เข้าไปชมได้นะ http://www.puppenhausmuseum.ch/ )
ในเมือง ตอนเช้าไม่จอแจ พอเที่ยงเท่านั้นมาจากไหนกันไม่รู้ แต่ก็ไม่เยอะเท่าไหร่ สบายๆ ป้าบอกต้องตอนดึกจะคึกคักด้วยวัยรุ่น ว้ายยยย แนวๆๆๆ
งานศิลป์ที่บอก มันเป็นเศษเหล็กที่พ่นน้ำได้ แต่ละตัวมี detial
อีกหนึ่งมุมจ๊ะ
ลานขายของเล็กๆ น้อยๆ
เดินไปเดินมาก็หิิวจนได้ วันนี้้ป้าตุ้มบอกจะพาไปเลี้ยงราเมน งงเหมือนกันว่าจะเลี้ยงทำไม ทั้งที่ความจริงก็เลี้ยงอยู่แล้วทุกวัน 555 กินราเมนกันที่ swiss งงใช่มะ ว่าอารมณ์ไหน ก็อารมณ์จะกินใครจะทำไม 555 ราเมนอร่อย สบายกระเป๋าอีกต่างหาก เหอๆๆ วันนี้โปรแกรมคือ shopping เราเดินหาซื้อของฝากกันทั่วเมือง ทั้ง chocolate และอะไรหว่า เออ อย่างเดียวนั่นแหละ เพราะงบน้อย วันนี้โปรมแกรมจบเร็วเป็นพิเศษ เนื่องจากมีงานต้องสะสางให้คุณป้าเสือ อย่างเร่งด่วนท่ีสุด
ราเมนเกี๊ยวซ่า ซ่าาาาาาา
ป้าคนนนี้ซ่ากว่าเกี๊ยว ฮาาา
ไม่เชื่อช่วยดูขากางเกงแกหน่อยเหอะ โอยยย
advertistment ร้านลุงเตอร์ที่เก็บมาได้ พร้อมคุณนาย เจ้าค้าาา
บนรถเมล์กลับบ้านกัน
กลับมาบ้านตั้งแต่บ่ายสามโมง นั่งงมอยู่กับ layout จนกระทั่งเสียงโหวกเหวกข้างล่างดังลอดขึ้นมาถึงข้างบน ถึงได้รู้ว่าเรามีญาติมาเยี่ยม จริงๆไม่ใช่ญาติเราสักนิด เป็นลูกชายคุณลุงเตอร์ ลูกชายที่คุณลุงเตอร์เอาใส่พานมาให้่ชิม 555
เป็นการพบกันครั้งแรก เหมือนรายการนัดบอดอะไรทำนองนั้นเนื่องจากเราต่างรู้ถึงเจตนาของผู้จัดทำ อารมณ์แปลกๆ มันเหมือนกั๊กๆกันทั้งสองฝ่าย เนื่องจากชั้นว่ามาจากอาการต่อต้านภายใน ฮีดูประหลาดๆ พูดจาแปลกๆ ชั้นไม่รู้ว่า ฮีติสต์อย่างนั้นหรือแอ๊บแปลก แต่ก็นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่แปลกดี ครั้งแรกในชึวิต 555 ถ้าเหลือบไปดูข้างๆระหว่างที่คุยกันจะเห็นว่ามีอีป้าหนึ่งคน นั่งพิมพ์ข้อความเร็วดุจจรวด ตอบโต้กับอีป้าอีกหนึ่งคนที่เมืองไทย ลุ้นกันจนไม่หายใจอะ 555 พูดคุยกันไม่นานเพราะชั้นก็ต้องทำงาน แล้วฮีก็จากไป ท้ิงไว้แต่ email ก็ได้เพื่อนใหม่เพิ่มอีกหนึ่งคน รึป่าวว เพราะตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้ ยังไมไ่ด้ยินอะไรจากเพื่อนเลย 555
งานยังไม่ทันเสร็จ ป้าตุ้มกับลุงเตอร์ มีธุระต้องออกไปพบเพื่อน ชั้นก็ต้องหอบข้าวหอบของไปพึ่งพิงน้องแตงโม ก็นั่งทำงานที่ห้องน้องเค้าจนกระทั่งน้องกลับมา ก็คุยกันไป ทำงานกันไป รู้จักกันมากขึ้น คราวหน้ามามีที่อยู่แล้วกรู ฮาาาา งานเสร็จประมาณเกือบ เที่ยงคืน ลุงเตอร์มารับพอดี รีบตาลีตาเหลือกเนื่องจากโมบอกว่า ลุงเตอร์เป็นโรครอไม่ได้ ฮีใจร้อน กลับมาถึงบ้าน จัดข้าวจัดของเตรียมจรลี ป้าตุ้มหวัดกิน เจ็บคอนอนซม ไม่รู้เนื่องมาจากอาการลุ้นเมื่อเย็นรึป่าว ฮาาา
เช้ามืดวันต่อมา ลุงเตอร์ขับรถมาส่งที่สนามบิน ตั้งแต่ฟ้านยังไม่สาง ป้าตุ้มเราลุกไม่ไหว น่าสงสาร เลยได้แต่บอกลากันท่ีบ้าน แต่ได้แอบบอกลาลุงเตอร์แบบไม่เก้อเหมือนครั้งเซไฮ เนื่องจากครั้งแรกยังไม่รู้ทำเนียบว่าที่นี่ เค้ากอดและแปะแก้มกันสามที ครั้งแรก สองทีไลเลิก ลุงเตอร์เก้อเลย ครั้งนี้เลยชดเชยให้ไม่เก้อแล้วเนอะ
ภาพถ่ายประเทศสวิสเซแลนด์ ที่เอามาฝากจาก easyjet
ขอบคุณยังไงจะครบเนี่ย สนุกและมีความสุขมากๆเลย เหมือนเป็นการเติมเต็มช่องว่างๆที่มันโหว่อยู่ในชีวิต เหมือนกลับบ้านอะคะ มันอบอุ่นแต่มีพลังอย่างไม่น่าเชื่อ ยังจำคำป้าตุ้มบอกได้ดีเมื่อวันที่โลกถล่ม วันนี้ดีขึ้นแล้ว เพราะทั้งวันนั้นและวันนี้ ก็มีพี่อยู่คอยพลักๆดันๆ มันทุกเรื่องเลย 555 รักทุกๆคนที่ผ่านเข้ามาในช่วงเวลาสวยงาม เป็นความทรงจำที่ดีจริงๆ ว้ายยย ซึ้งไปมั้ยเนี่ย คิดถึงนะคะป้าตุ้ม ลุงเตอร์ น้องโม และ basel
2 comments April 6, 2008
ไปสวิสแล้วติดใจตอนที่ 3 (หิมะ หามิได้)
อย่างที่ป้าไก่ว่า ลืมเรื่องอาถรรพ์ ไดร์เป่าผม ไปซะได้ยังไง เรื่องมีอยู่ว่าคืนก่อนอยากสระผมตอนตึกแล้วก็กลัวหวัดจะรับประทาน จึงต้องอาศัยไดร์เป่าให้แห้งซะหน่อยก่อนนอน ป้าตุ้มเอาไดร์มาให้ใช้ เป่าอยู่ประมาณ 5 นาที ร้อนหัวจะพองเลยพักเครื่องซะหน่อย เปิดอีกทีใช้ไม่ได้เฉยเลย ฉิบ….ตายห่าหละวา ทำของป้าเค้าพังซะแล้ว จะทำเนียนๆก็ไม่ใช่เรา เลยต้องร้องบอกป้าเค้าซะหน่อย “ป้าขามันพังอะคะ เปิดไม่ติดซะงั้น” ป้าบอกเป็นไปได้งัย “โห่จริงพี่ปิดแล้วเปิดไม่ติด ไม่เชื่อลองเลย ถ้าป้าเปิดติดนะหนูจะไปถวายสังฆทานที่วัดไทยเลยพี่เอ้าาาาา” พูดไม่ทันขาเสียงงง ป้าตุ้มเปิดมันติดซะงั้น “เฮ้ย อะไรวะไล หาสังฆทานที่ไหนหละเนี่ย” ป้าไก่พูดไปกรี๊ดไปด้วยความสะใจ แต่หนูไลเซ็งตัวเองหวะพี่ เฮ้อ….
มาเมืองหิมะ จะไม่เจอหิมะได้อย่างไร วันนี้ ยังไงๆ ก็ต้องขึ้นเขาแล้วหละ ป้าตุ้มรอดูลาดเลามาหลายวัน อากาศไม่เป็นใจ หมอกปกคลุมยอดเขาตลอดเวลา แต่วันนี้ยังไงๆก็ต้อง เสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน เตรียมจัดแจงเสื้อกันหนาวกันให้วุ่นวาย เนื่องจากป้าแกกะลังจะย้ายกลับเมืองไทย ข้าวของเครื่องใช้ต่างแอ้งแม้งกันอยู่ในลัง รวมทั้งเสื้อหนาว เสื้อสกี จิปาถะ ก็ใส่กันไปตามเวรตามกรรม ป้าตุ้มบอก แต่ขนาดตามเวรตามกรรมของป้าแก ก็ล่อไปเกือบ หกชั้นอะ เสื้อบอดี้สูทเอย เสื้อสเวทเตอร์เอย ไหนจะโคทอีก เพียบอะ มีหนัก มีเหงื่อ กันเลยทีเดียว
ลุงเตอร์ขับรถให้ (อีกละ) ออกไปนอกเมือง basel มุ่งหน้าสู่ยอดเขา ประมาณหนึ่งชั่วโมงเราก็มาถึงหนึ่งยอด ยอดที่ลุงเตอร์หมายมั่นตั้งอกตั้งใจ แต่แค่เพียงเลี้ยวเพื่อจะขึ้นเท่านั้น ป้าตุ้มก็พลันเห็นป้ายที่บอกว่า “วันนี้เราปิดยอดนี้นะจ๊ะ เพราะหมอกหนาลมแรง” อ้าววววว ซะงั้น..
ระหว่างทางไปเขา
ลุงเตอร์หันหัวออกมุ่งสู่อีกยอดที่ไม่สูงมาก บอกไม่เป็นไรมันต้องมีีสักยอดซิที่ขึ้นได้ แล้วก็มาถึงยอดลูกเมียน้อย คงจิ๊บจ๊ิอยมาก เพราะขนาดป้าตุ้มเองก็ไม่เคยมา กระเช้าใหญ่จุคนได้เยอะแยะ ขาขึ้นนักสกีมากันเต็มกระช้า แต่งองค์กันพร้อมสกีกันเลยทีเดียว แล้วก็เหมือนอย่างที่คิด พอถึงยอดเขามันต่างพากันสกีลงไป อย่างเมามันส์ ปล่อยชั้นกับป้าตุ้มละเลียดเลาะหิมะ อย่างกะยาย 555
ตีนเขา ถ่ายจากกระเช้า ตอนขาขึ้น
นักสกี ทิ้งเรา..เชอะ
ครั้งแรกในชีวิตป้าอัยมี่ที่ได้เห็น ได้สัมผัส หิมะ ของแท้แน่จริง ป้าตุ้มกับลุงเตอร์คงเซ็งเพราะเห็นมาจนเบื่อแล้ว แต่เนื่องจากป้าแกมีวิญญาณไกค์อยู่ในตัว จึงสามารถรับได้กับความตื่นตาตื่นใจของชั้น.. ถ่ายรูปซิคะ ลงไปกลิ้งได้คงทำไปแล้ว ถ่ายไปถ่ายมาขาแว่นหักซะงั้น เฮ้อ ยังซวยได้อีกมั้ยเนี่ย
ที่นั่งพัก ยังเป็น snowboard อินจริงๆ
ตามๆกันไป ลุงเตอร์นำลิ่ว
ขาวโพลน
ฮู้ ไม่รู้จะบรรยายยังงัยอะ
ขอหน่อยนะ
ป้าตุ้มจะเหินละคะ ฮาาาา
ป้าลุงคู่รักประจำชาติสวิส
เดินเล่นกับลุงเตอร์นักสกี ป้าตุ้มขอบาย เนื่องจากไม่นิยมเดินขึ้นเขาไกลๆ ป้าเหนื่อยยยย เดินคุยกันไป ชมทิวทัศน์ที่ไม่คุ้นตาเอาซะเลย ขาวววโพลน ยอดนั้นยอดนี้ สลับกันไปไม่มีหมด สลับกับต้องระมัดระวังนักสกี สโนว์บอร์ด ที่แล่นผ่านมาเป็นระยะๆ ลุงเตอร์เป็นคนรักธรรมชาติ คำนึงสิ่งแวดล้อมเหมือนกันเลยคุยกันได้หลายเรื่อง เออคุยกับคนแก่ได้นานหวะชั้น 555 ขากลับเดินลงมา ลุงเตอร์ชี้ให้ดูรอยเท้าบนหิมะแล้วบอกว่า “it is Pe’s footprint” โอ้โหจำได้กระทั่งรอยเท้าภรรยา น่ารักโคตรๆ
มุมนี้ตอนเดินไปกับลุง
ลุงบอกว่า อันนี้เป็นทั้งสัญญลักษณ์เตือนใจ และไว้อาลัยกับนักสกีที่ตกเขา อึ๋ยยยย
รุ่นนี้ตกเขาก็ไม่ตาย พองซะ 555
ลงมาป้าตุ้มสั่งไก่มารับประทานด้วยกัน กินไก่กันไปจนปากมัน จนกระทั่งลุงเตอร์สังเกตเห็นว่าท่าจะอากาศไม่ดีละ รีบลงกันก่อนที่จะลงไมไ่ด้ดีกว่า ลมแรงมากๆ ได้ยินเสียงลมแล้วขาสั่นเลยชั้น กระเช้าขาลงมมีแค่เราสามคน กระเช้าเบา ง่ายต่อการแกว่งไกว ขาสั่นใจไหวไปด้วยเลยกรู กลัวจริงๆอะไม่กล้วมองลงไปหรอกเพราะมันทั้งสูง ไหนจะลมอีก เลยไม่มีรูปมุมสูงแบบนั้นมาให้ชมกันเนื่องจากเสียศูนย์คะเพื่อนๆ
มนุษย์กินไก่
มีชึวิตรอดกลับมาเดินเล่นในเมืองต่ออีกนิดเป็นของแถม ป้าตุ้มบอกว่าวันนี้ลุงเตอร์อารมณ์ดี เราเลยได้ของแถม เดินไปชม สะพาน Luzern อันเก่าที่เพิ่งโดนไปไหม้ไปไม่นาน เมืองยังคงเงียบเหมือนทุกคร้ัง ป้าตุ้มบอกว่าถ้าหน้าร้อนผู้คนจะออกมานั่งริมแม่น้ำ ตื่มกาแฟตื่มเบียร์กัน ถ้าชั้นเป็นนักเขียนจะมานั่งหา inspiration แถวนี้ได้สบายเพราะบรรยากาศน่านั่งปล่อยจิตมากๆ
ตึกรามบ้านช่องข้างแม่น้ำ
สะพาน Luzern เก่า
กลับมาหาน้องแตงโม น้องสาวสวยความสามารถรอบตัว ลูกสาวป้าตุ้ม ไปฟังน้องโมร้องเพลงเล่นเปียโน อืมมม เห็นแล้วนึกถึงตัวเองตอนเด็ก ว่าเคยร้องอยากเรียนเปียโน ร้องเพลง แต่แม่บอกไม่ไหวมันแพง เศร้า…. แต่ก็นึกเหมือนกันว่าถ้าไปเรียนจะรุ่งมั้ยกรู 555 นั่งคุยกับน้องไปขณะทีป้าตุ้ม จัดแจงหาที่ทางให้องค์พระที่แบกมาสถิตย์ คอยคุ้มครองน้องของเราให้ปลอดภัย จากชั้นรึป่าวไม่รู้ 555
ก่อนกลับเสียตังค์ซื้อแว่นร้านลุงเตอร์มา ทดเแทนอันเก่าที่ขาหักบนเขาอืมม ของเค้าดีจริงๆ มันกลายเป็นแว่นที่แพงที่สุดในชีวิตไปแล้ว อิอิ
13 comments April 5, 2008














































