Archive for June, 2008

ผมสวยด้วยมือเรา

อ่านเรื่องอาหารกันมาก็นานแล้ว ทำน้ำหนักขึ้นมาก็ไม่น้อย คราวนี้มาลองดูอะไรที่มันไม่เจริญอาหารกันมั่งดีกว่า 555 เรื่องของเรื่องก็คือ เพื่อนหมึกคะ ชีร้องบอกว่าสองวันแล้วว่าขอช่วยหน่อย เธออยากจะ fix her hair อะคะ

ท้าวความนิดนึงเรื่องที่มาของผมสวยๆของสาว african นั้นล้วนมาจาก wig ทั้งสิ้น เคยเห็นตามท้องถนน บางคนยาวถึงตูด บางคนกุดขอดหัว มีหลากหลายสไตล์หลากหลายทรงให้เลือกหา ถ้าที่มันสวยงามเหมือนจริงมากๆ ราคาก็มากตามไปด้วย เป็นเรื่องธรรมดา คราวก่อนเพื่อนหมึกชั้นไปทำมา ยาวประบ่า บ๊อบทองอร่ามตา เสริมหน้าให้โดดเด่น เธอดูสวยขึ้นทันตาเห็นแค่เพียง ครึ่งวันที่เธอหายไปที่ร้านทำผม แอบสอบถามราคามาทำเอาตกใจ จนอยากเปลี่ยนอาชีพไปเป็นช่างทำผมสาว african ทันที เพราะแค่เพียงเท่านั้นเธอจ่ายไปถึง 70 ปอนค์ แล้วไอ้ 70 ปอนด์เนี่ย อยู่ได้แค่ 1-2 เดือนเท่านั้น แล้วก็ต้องเปลี่ยนใหม่อีก เพราะกาวจะหมดอายุ แล้วร่วงหล่น น่าหลอกหลอนเป็นที่สุด โอยยยยยย…..ครั้งนึงเคยเหยีบโดนท่อนผม dread-rock ของเธอที่ร่วงหล่นในห้องนำ้อย่างยังเอิญ กรี๊ดซะ…หัวใจเกือบวาย….มันหยะแหยงบอกไม่ถูกอะ เพื่อนๆ :(

กลับมาเรื่องทำผมกันต่อ เมื่อชั้นร้องตกใจกับราคาแล้ว เผลอหลุดปากไปว่าอยากเป็นช่างทำผม เธอจึงได้โอกาสบอกว่าอยากลองทำดูมั้ยหละ มีหัวทดลองมาให้ลอง เอ๊าๆๆ แล้วจะพลาดได้ยังไงหละ ฮิ้วววว….หัวนั้นคือหัวน้องสาวเธอนั่นเอง ชีกลับมาพร้อมเพื่อนหมึก เพื่อมาท่องเที่ยว london หนึ่งเดือน จึงได้เวลาเปลี่ยนหัว เอ้ยยย ผม

ขั้นแรก เธอต้องถอดผมเก่าออกให้หมดก่อน มันเป็นช่วงเวลาที่ชั้ันมีความสุขที่สุด เพราะเบื้องหลังผมสวยงามที่เคยเห็นมันคือสัปรดเราดีๆนี่เอง ไม่เชื่อดูที่รูปซิ

> รูปนั้นเป็นรูปหลังถอดผมเก่าออกจนหมดเหลือแต่ผมจริงๆ ที่ซ่อนไว้ ฮามั้ยหละ

หลังจากถอดผมออกหมดแล้วต้องพักปล่อยหัวให่้เบาสบายเป็นเวลาหนึ่งวัน แต่เพื่อนหมึกชั้นเคยปล่อยอยู่อย่างนั้นร่วมสัปดาห์ ติดดูสิว่าฮาขนาดไหน ยิ่งตอนตื่นนอนใหม่ๆนะ โอยย ฮากระจาย

เอาหละมาเริ่มทำผมกันเลยดีกว่า พวกหล่อนซื้อผมปลอมมาจากร้านผมสาว african ที่มีให้เห็นทั่วไปย่านบ้านชั้นเอง อย่าลืมเลือกสีให้เข้ากันกับผมจริงที่มีอยู่ด้วยหละ เมื่อเตรียมหัว เตรียมผม แล้วก็เตรียม hairdryer เอาไว้ด้วยเพราะต้องใช้สำหรับเป่ากาวให้แห้งเร็วๆ ผมที่เราจะทำในวันนี้เป็นรุ่นง่ายท่ีสุดเนื่องจากเป็นผมเกล้า คือเธอจะต่อผมเพื่อเวลาเกล้าจะเห็นผมปลอมสลวยเป็นหางม้านั่นเอง

1. แบ่งแยกผมออกเป็น layer ตามผมเดิมที่มีอยู่ไล่จากหูข้างหนี่งไปอีกข้างหนึ่ง หรือเรียกว่าตามขวางนั่นเอง

2. วัดความยาวของผมตามขวาง ตัดเอาความยาวที่ต้องการ แล้วนำผมปลอมไปหยอดกาวพิเศษสำหรับติดผมโดยเฉพาะ กลิ่นเหม็นเหมือนแพปลาไม่มีผิด เอ่อๆๆ

3. เอาผมที่ทากาวมาแปะที่โคนผมจริงอย่างตั้งใจ ระมัดระวัง
4. ตามด้วยสเปรย์ไล่ตามอย่างรวดเร็ว และฉุ่มช่ำ เนื่องจากน้ำยาที่สเปรย์จะทำปฏิกิริยากับกาว เพิ่มความแข็งแรงทนทาน
5. เป่าตามด้วยความร้อนจาก hairdryer เพื่อให้กาวแห้งอย่างรวดเร็ว
6. ทำซำ้อยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเต็มหัว

เธอเว้นผมด้านหน้าเอาไว้เนื่องจากวิธีนี้ไม่สามารถต่อที่ด้านหน้าได้เพราะมันจะไม่งามอย่างแรง และเพื่อโชว์ความเป็นธรรมชาติอีกนิดนึงด้วย

7. เกล้าแล้วจัดแต่งให้สวยงามด้วยน้ำมัน และเครื่องประทินผมทั้งหลายทั้งปวงที่มี

> ลองเอามาแปะดู ตลกดีเพราะมันคนละสีกัน พวกหล่อนเชียยร์ให้ทำทรงนี้กันใหญ่ สงสัยอยากลองกาวบนหัวเรา ฝันไปเหอะ เค้าไม่กล้าเสี่ยงหรอกตะเอง 555

เป็นประสบการณ์ที่ประหลาด แต่ก็น่าประทับใจ สำหรับชั้นเพราะมันแตกต่างกันอย่างมาก เส้นผมพวกเธอหน้าและแข็งแรง รุ่นลากรถได้อะ เพราะการหวีการเแปรงแต่ละครั้งล้วนชวนเจ็บหนังศีรษะไม่น้อย แล้วไอ้ผมที่ติดแล้วเนี่ยก็ไม่มีการล้างสระแต่อย่างใด อยู่กันไปอย่างนั้นจนกว่าจะรื้อทำใหม่อีกครั้ง ทนกันได้งัยไม่รู้ สำหรับชั้นไม่สระสามวันก็แหยงสุดๆ แล้ว แต่ข้อดีของการเป็นสาว african ก็คือไม่ต้องรอเวลา อยากเปลี่ยนอยากสวยสไตล์ไหนเลือกได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว แต่ต้องมีตังค์ด้วยนะ ไม่งั้นหละก็อยู่เป็นสัปรดไปเหอะ 555

5 comments June 21, 2008

Tiramisu หึ….นึกว่ายาก

ไม่รู้ว่าเริ่มหลงรักขนมหวานจาก บ้านแฟนเพื่อน ชนิดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่มารู้ตัวอีกทีก็โงหัวไม่ขึ้นซะแล้ว (ขนมนะ ไม่ใช่แฟนเพื่อน 555) เสียตังค์ไปไม่น้อยกับการลองชิมแล้วชิมอีกทุก supermarkets สุดท้ายก็มาลงตัวที่ ASDA เพราะว่าราคาถูกและรสชาดดี ถูกอกถูกใจ กินมันจนถ้วยเต็มบ้านไปหมดแล้ว จนกระทั่งวันนึง ผีแม่บ้านก็มาเข้าสิงอีกจนได้ คราวนี้มาไกลจาก อิตาลี ทีเดียวเชียว เมื่อนั่งมองจำนวนถ้วยที่กองเผนิญก็ตัดสินใจว่าจะทำกินเองดีกว่า ว่าแต่มันยากมั้ยหนอ อืมมม…ต้องเรียนรู้

youtube นี่ดีจริงๆมีทุกอย่างท่ีคุณอยากรู้ อยากได้ recipe ก็ได้มาจาก youtube นี่แหละอย่างง่ายดาย ไม่ยากอย่างที่คิด แต่กว่าจะได้ทำจริงๆก็ใช้เวลาทำใจอยู่เกือบสองอาทิตย์ เนื่องจากเราไม่มีอุปกรณ์ใดๆ สำหรับทำขนมเลย กลั้นใจซื้ออย่างยากลำบาก ไหนจะต้องบากหน้าไปยืมเครื่องต้มกาแฟจากเพื่อนญี่ปุ่นอีกสารพัด แต่สุดท้ายก็สำเร็จเสร็จสรรพเป็นความภูมิใจที่แสนอินเตอร์ 555

เตรียมของก่อนเลย

1. lady finger biscuit ซื้อมา 2 ห่อจาก ASDA ห่อละ 60 เพนซ์.
2. mascarpone cheese 500 g. จาก Tesco เป็นเงิน 3 ponds
3. น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
4. ไข่ไก่ 6 ฟอง
5. espresso coffee หนึ่งถ้วยซุป เนื่องจากหม้อต้มใบจิ๋วเลยต้มอยู่ 3 รอบด้วยกัน
6. coco powder อันนี้ยืมเพื่อนญี่ปุ่นมาอีกเหมือนกัน เพราะใช้ไม่เยอะ

วิธีทำแสนบันเทิง

ขั้นแรกก็แยกใข่ขาวออกจากใข่แดงซะก่อน เอาไข่แดง 3 ฟองเก็บไว้ เพราะใช้แค่นั้น ส่วนไข่ขาว 6 ฟอง เอามาตีให้ขึ้นฟูเป็นครีม (เนื่องจากไม่มีปัญญาซื้อเครื่องตีแบบไฟฟ้าก็เลยใช้พละกำลังที่พ่อแม่ให้มาเนี่ยแหละ ตีมันเข้าไปจนแขนแทบหลุด) จนได้่ครีมฟองขาวนวลก็พักไว้ หันมาตีไข่แดงกันต่อ ก่อนตีเอาน้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะใส่ลงไปก่อน (แต่ชั้นว่ามันน้อยไปเพราะครีมไม่หวานอย่างที่ชั้นคิด แต่คนอื่นกินแล้วบอกว่ากำลังดี อันนี้ก็เลยไม่รู้ว่าเรากินหวานไปหรือป่าว แต่คิดว่าคราวหน้าทำจะใส่สัก 4 ช้อนโต๊ะ) เมื่อใส่นำ้ตาลแล้วตีเลยเอาให้เข้ากัน มันจะสีออกเหลืองๆนวลๆ พอคิดว่ามันเข้ากันดีแล้วก็เอา mascarpone cheese ใส่ลงไป คลุกให้เข้ากัน ถ้ามีเครื่องดีก็ใช้เครื่องดีให้เข้ากัน แต่ชั้นใช้วิธีนุ่มนวล ค่อยๆบรรจงคลุกไป พอเข้ากันดีก็เอาครีมไข่ขาวใส่ลงไป คลุกต่อไปให้เข้ากันมากยิ่งขึ้น โดยมากเค้าจะเติมเหล้าลงไปช่วงนี้แหละ เค้าแนะนำว่า kalua รสจะเข้าที่สุด แต่เนื่องจากเราไม่นิยมคะ เลยไม่ใส่ เมื่อได้ครีมแล้ว ที่นี้ก็เป็นการจัดวางคะ เอา lady’s finger biscuit จุ่มลงไปในกาแฟ แช่ให้มันดูดเอากาแฟไปเก็บไว้ในตัวพอประมาณ ระวังหน่อยอย่าเแช่นานเกินเพราะมันจะนิ่มจนและ แล้วเอามาเรียงกันเป็นเบือในถาดที่เตรียมไว้ เมื่อไรที่มันเต็มถาดก็เอาครีมที่เตรียมไว้ละเลงไปบน ชั้นbiscuit เอาให้พอดีๆเคลือบทั่วๆ แล้วก็ทำซ้ำเหมือนเดิมอีกชั้นหนึ่ง ตอนนี้เราก็จะมี biscuit สองชั้น หลังจากนั้นก็เอาครีมเคลือบลงไปอีกรอบ ถ้าชอบครีมมากก็เคลือบหนาหน่อยที่ชั้นนี้ แต่ชั้นว่าถ้ามากเกินมันจะเลี่ยนมาก เมื่อเสร็จก็เอาใส่ตู้เย็น ทิ้งไว้ประมาณ 15 ชั่วโมง ก็คือแบบลืมไปเลยอะ ทิ้งไว้ค้างคืน พอเช้ามาก็มาเปิดดู อืมมม หน้าตายังไม่น่ากินเท่าไหร่ เราต้องโรยผง coco ลงไปเพื่อเป็นการตบแต่งและเพิ่มรสชาด จากนั้นหั่นแบ่งเสริฟได้เลยเพื่อนๆ

เคล็ดไม่ลับ

อยากจะบอกว่าควรทิ้งค้างคืนเอาไว้อีกวันนึง เพราะวันที่สองที่กินอร่อยกว่าวันแรก เนื่องจากตัว biscuit จะฉ่ำกาแฟแล้วก็หวานกว่าวันแรก อืมมมม หย่อยๆๆ

เพื่อนหมึกชอบมาก ชีกินไปคนเดียวสองถาด 555 ชีบอกว่าชอบมากกว่า ASDA อีก แล้วก็เผยออกมาว่า ช่วยทำอีกหนึ่งถาดใหญ่สำหรับงานปาร์ตี้วันเกิดน้องสาวของเธอหน่อย แหมๆๆๆ มาหวานแล้วหลอกใช้นี่หว่า แต่ว่าก็ว่าเหอะ อยากทำอีกเหมือนกัน ก็เลยตบปากรับคำไปแล้วหละ เพราะรู้สึกรักการทำขนมขึ้นมาซะแล้ว สนุกดีนะ ยิ่งตอนทำเองกินเองนี่มันมั่นใจได้ว่า…สะอาดปลอดภัยจริงๆ ที่สำคัญประหยัดกว่าเห็นๆ ว่าแล้วก็ไปหาคอร์สเรียนด้านนี้ดีกว่า ไม่ทำมันแล้ว graphic 5555 ล้อเล่นนะป้าเสือ :D

> หน้าตาส่วนประกอบสำคัญๆ ทั้งหลาย

> หน้าตา my tiramisu น่ากินปะ (กลับไปจะทำให้กินนะเพื่อนๆ)

> อันนี้หน้าตาคนทำ บานมากๆ 555

30 comments June 12, 2008

The Great British Body

ไม่ค่อยได้มีเวลามานั่งหายใจทิ้งอย่างนี้มานานแล้ว เนื่องจากรู้สึกผิดทุกครั้งที่มานอนจ้องหน้าจอทีวีเฉยๆ โดยที่ไม่มีสิ่งอื่นใดในมือ ไม่หนังสือ ก็คอมพิวเตอร์ ถามตัวเองหลายครั้งเหมือนกันว่าทำไมต้องทำอะไรควบคู่ไปกับการดูทีวี แต่ก็หาคำตอบให้ต้วเองไม่ได้จนทุกวันนี้ มันเป็นแค่ความรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ ฉันกลายเป็นคนทำอะไรพร้อมกันสองอย่างทุกครั้งที่ดูทีวี

แต่บางครั้งเมื่อปล่อยวางอย่างอื่นแล้วมานั่งเอาใจจดจ่อกับหน้าจอทีวีก็ได้อะไรเหมือนกัน อย่างน้อยก็ได้ฝึกการฟังอันแสนห่วยของตัวเองให้ดีขึ้น ช่วงแรกๆ บอกตรงๆ ว่าดูรายการอะไรก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่เมื่อผ่านมาได้สองสัปดาห์กับการเอาทีวีมาไว้ในห้องก็พบว่าเริ่มดูหนังโดยการไม่อ่านซับได้แล้ว (ก็มันไม่มีให้อ่านนี่หว่า) 555

ที่เกริ่นมาทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่จะเล่าเลยแม้แต่น้อย ฮิ้ววว….. จะเล่าเรื่องรายการทีวีที่ได้ติดตามมาเนื่องจากความน่าสนใจของเนื้อหาของรายการ ไม่เกี่ยวกับวิธีการนำเสนอแต่อย่างใด :P
รายการ The Great British Body เป็นรายการช่วง prime time ช่อง ITV ของที่นี่ ออกอากาศตั้งแต่เวลา 9.00-10.00 pm. ฉันได้ติดตามแค่สามวันเท่านั้น ไม่แน่ใจว่ารายการเริ่มเมื่อไหร่ แต่ก็ได้ดูตอนจบเท่านั้นก็พอ 555

เนื้อหาของรายการคือการตามหาอาสาสมัครเพื่อนเข้าร่วมการแสดงงานศิลปะ body performance หรือการเปลือยการร่วมกัน 300 ชีวิต เพื่อการบันทึกภาพประวัติศาสตร์ (พิธีกรเค้าบอกยังงั้น) แต่นั่นไม่ได้ดึงดูดความสนใจของฉันเท่ากับกระบวนการค้นหา British’s body ขั้นตอนต่่างๆแสนประหลาด ไม่ว่าจะเป็นการเช็ค DNA ว่าทำไมชาวอังกฤษเป็นโรคอ้วนกันมากขึ้นทุกวัน หรือว่าจะเป็นการวัดสัดส่วนอย่างละเอียดเพื่อหาค่าเฉลี่ยของสัดส่วนชาวอังกฤษ แล้วเลือกแต่ผู้ที่ไม่อยู่ในค่าเฉลี่ยนั้น ไหนจะมีการเรทคะแนนให้ตัวเองว่ามีความดึงดูดความสนใจจากเพื่อนต่างเพศแค่ไหน จาก 0-10 คะแนน แล้วมีการโหวดกลับจากเพื่อนต่างเพศเช่นกัน เพื่อให้เห็นกันชัดๆว่าสิ่งที่คิดกับสิ่งที่เป็นต่างกันอย่างไร เห็นผู้หญิงผิวดำมากมายโหวดตัวเอง 10 คะแนนเต็มเหนี่ยวด้วยความมั่นใจ แต่ผลออกมาน่ามุดหนีเมื่อหล่อนๆได้ไม่เกิน 6 คะแนน แต่นั่นไม่ได้ทำลายความมั่นใจหล่อนๆได้เลยแม้แต่น้อย 555

ที่น่าประทับใจที่สุดเห็นจะเป็นการเข้าไปนั่งในห้องเล็กเพื่อบอกกับกล้องว่า ภูมิใจส่วนไหนมากที่สุดในร่างกายตัวเอง ฉากนี้ทำเอาอึ้ง…ทึ่ง…เสียวกันไปเลย เมื่อผู้หญิงกว่าครึ่งมีความภูมิใจกับหน้าอกของตัวเอง ไม่ต่างจากที่ผู้ชายมีความภาคภูมิใจในกล่องดวงใจของตัวเอง ต่างคนต่างโชว์สิ่งที่ภูมิใจกันต่อหน้าต่อตากล้อง ต่อหน้่าต่อตาฉ้านนนน… ยินดีต้อนรับสู่ UK ประเทศที่เรื่อง sex เป็นสิ่งเสรีและเปิดเผย แม้กระทั่งสื่อโทรทัศน์ก็มีสิทธิ์เสรีในการนำเสนอรายการเปิดอกเปิดใจกันถึงขนาดนี้ ฉันแปลกใจอยู่อย่างเดียวว่าน่ี่คือเวลา prime time ของครอบครัว บ้านเราแค่เหล้าเบียร์ยังต้องรอหลังเที่ยงคืนเลย วู้ๆๆๆ อะไรมันจะเสรีกันขนาดนี้หนอ

มีอีกกลุ่มคนที่มีความภาคภูมิใจและไม่อาย ในความแปลกประหลาดของลักษณะทางร่างกาย กลายคนพิการ หรือการผ่านโรคร้่ายที่ส่งผลให้มีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนแปลกไป แต่ยังมีจิดใจปรกติ มีชีวิตที่มีความสุข ซึ่งฉันว่ากลุ่มเหล่านี้แหละที่เป็นหัวใจของรายการ เพราะการคัดเลือกใช้ หลักรักตัวเอง และ ไม่อายที่จะแตกต่าง เป็นการตัดสิน บอกตามตรงว่าตอนที่ดูอยู่นั้นยังคิดว่าถ้าเป็นเรามีหน้าตา รูปร่าง แบบนั้นจะทำยังไง จะยังภูมิใจในตัวเองหรือไม่ ไม่แน่ใจตอบตัวเองไม่ได้จริงๆ

ผู้คนพร้อมใจผ่านเข้ามาในรอบสุดท้าย เพื่อการเปลือยกายร่วมกัน อืมมม…ผู้คนที่นี่ไม่อายที่จะเปลือยกายต่อหน้าผู้คนอีกนับล้านที่ดูอยู่ทางบ้าน และทั้งต่อหน้าต่อตากันเอง 300 ชีวิต พิธีกรก็ต้องเปลือยกับเค้าด้วย แต่พอดูแล้วก็เออ…ปลงดีนะ มันเป็นแค่ร่างห่อหุ้มลมหายใจ เหมือนที่อีเปลือยมันอ้างคำพระบ่อยๆว่าร่างกายก็แค่ปลอกหุ้มวิญญาณ พอตายก็เน่าเปื่อยไม่เหลือความสวยงามอย่างที่พยายามรักษากันอยู่ ก็เออจริงหวะ แต่ก็ขอกูสวยก่อนเน่าได้มั้ย อย่าให้ต้องเน่าทั้งที่ยังหายใจเลย :P

> โลโก้รายการ

> หุ่นจำลองที่เค้าเอาไปตั้งทั่วเลย

> ก็อย่างที่เห็นๆเนี่ย

> body performance ที่เห็นนั่นเป็นคนไม่ใส่เสื้อผ้านั่งเรียงๆ กันอะ :D

13 comments June 8, 2008

Oxford เมืองมนตราพ่อมด potter

แม้หน้าร้อนจะสั้นเหลือเกินที่ีอังกฤษ แต่เราก็ยังแอบสอดแทรกการท่องเที่ยวทางไกลไว้ได้หลายแห่งด้วยกัน ตั้งแต่ครั้งที่เพื่อนๆยังอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา เรารวมตัวกันไปชม Oxford มาหนึ่งครั้งด้วยกัน เนื่องจากที่เคยบอกไว้ว่าที่อังกฤษเนี่ยการเดินทางเค้าเข้าข้างคนเพื่อนเยอะ ไปไหนก็ตามสี่คนขึ้นไปมีโอกาสได้ซื้อตั๋วถูกกว่าคนเพื่อน้อยหลายเท่านัก การรวมตัวกันของกลุ่มเราสี่ึคนตอนนั้นไม่ใช่เรื่องยากอะไร ฮิสะ, อรันชา, มาซาชิ หนุ่มหน้าสวยชาวชาติอาทิตย์อุทัยที่พบกันที่ Brighton โคจรมาเจอกันกันอีกครั้งเพราะ ฮิสะแท้ๆเชียว เมื่อได้เวลาเดินทางเราก็มาเป็นกันอย่างไม่ยากเย็น 555

นัดเจอกันที่ Paddington Station สถานีรถไฟที่ใหญ่รองลงมาจาก Victoria มีรถไฟให้เลือกเดินทางแถบทั่วยุโรป เราพบกันค่อนข้างสายเนื่องจาก มาซาชิ มาช้าที่จริงมาหลังชั้นนิดเดียว อิอิ กว่าจะได้ซื้อตั๋วก็จวนได้เวลารถออก วิ่งซืครับ หลังจากเหยื่อไม่เคยเหยดเลยตั้งแต่ย้ายมาอยู่ลอนดอน เนื่องจากไม่เคยได้ใช้ร่างกายอย่างสมบุกสมบันเหมือนตอน Brighton มานานแสนนาน เมื่อต้องมาออกแรงวิ่งแข่งกับเวลาเช่นนี้เล่นเอาป้าหัวใจเกืิอบวาย วิ่งไปหอบไปสองป้า คือชั้นกับ อรันชา ถึงทีหลังเพื่อน ฮิสะ ดูมีความสุขกับการได้ทำอะไรที่ตื่นเต้นเร้าใจ ออกแนว adventure เหมือนที่ฮีชอบนักหนา แม้จะแค่เล็กๆน้อยๆก็ตาม

ใช้เวลาบนรถไฟค่อนข้างนานเนื่องจากรถไฟขบวนนี้ค่อนข้างหวานเย็น จอดทุกป้ายทุกเมือง รถไฟที่นี่ต้องเช็คให้ดีเพราะบางขบวนแม้ไปที่เดียวกัน แต่ใช้เวลาแตกต่างกัน เรามาเรียนรู้กันเมื่อขากลับ 555 สองชั่วโมงผ่านไป เรามาถึง Oxford เมืองเแห่งมนตรา เนื่องจาก cathedral ที่นี่เป็นฉากการถ่ายทำหนัง fantasy เรื่องดัง Harry potter อรันชาร่ำร้องอยากไปเห็น แต่โชคไม่ดีที่ cathedral ที่ว่านั้นอยู่ออกไปนอกเมือง ซึ่งหากอยากจะไปสัมผัสต้องนั่งรถไฟต่อไปอีก แถมยังต้องเสียค่าเข้าซะด้วย เรื่องนั้นแหละที่รับไม่ได้อย่างแรง 555

สิ่งแรกที่เรามองหาคือ Sainbury หรือ Mark&Spensor เนื่องจากเป็นเวลาอาหารกลางวันพอดี เราตกลงกันว่าจะหาซื้ออะไรง่ายๆ ไปนั่งกินที่ park ใน Oxford University กัน เนื่องจากวันนี้อากาศดี แดดแรง แต่เนื่องจากโชคดีมาก ทั้งมหาลัยปิดเพื่อการฉลองให้กับทหาร เราไม่สามารถเยี่ยมชมภายในได้เลยก่อนเวลา 4 โมงเย็นเดินกันอยู่นาน อ้อมไปอ้อมมา สุดท้ายก็มาหยุดที่ Park ใหญ่ของ Oxford ผู้คนมากมายออกมานั่งตากแดดตากลม สันนิษฐานว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็นนักศีกษาที่นั้น เนื่องจากหน้าตาละอ่อนๆ น่ากินเหลือใจ สาวน้อยนั่งนอนอ่านหนังสือ หนุ่มกลุ่มถอดเสื้อเล่นบอล แกงค์ปิกนิกน่าอิจฉาที่สุดเนื่องจากอาหารที่นำมา แตกต่างจากอาหารสำเร็จรูปของพวกเราเหลือเกิน

กินกันไป กลิ้งกันไปกลิ้งกันมา ถึงเวลาเที่ยวชมเมือง มุ่งหน้าเข้าไปในตัวเมือง ผ่านหอคอยก็เลยยอมจ่ายคนละสองปอนด์เพื่อชมวิวเมือง Oxford ให้ชื่นใจ เป็นหอคอยเล็กๆที่สามารถชมเมืองได้ทั่วจริงๆ ที่นี่เองเป็นที่เกิดเหตุให้ต้องแยกกลุ่มออกเป็นสอง เนื่องจากฮิสะมองเห็นกลุ่มพื้นที่สีเหลืองอร่ามอยู่ไกลๆ แล้วฮีเกิดอาการอยาก คืออยากไปตรงพื้นที่นั้นอย่างไม่สามารถห้ามได้ แต่ชั้นกับ อรันชา เห็นแล้วว่าต้องใช้เลากว่าครึ่งวันเผื่อเดินเท้าไปถึงที่นั่น เลยตัดใจบอกฮีสะไปว่าแยกกันก็แล้วกัน เมื่อสาสมใจแล้วโทรมาแล้วกัน เมื่อตกกลงได้ดังนั้น ชั้นกับอรันชาก็ร่าเริง 555

เราเริ่มชมเมืองด้วยการเดินไล่ชมไปเรื่อยๆ หลังจากหลงวนกันอยู่นานในตัวเมืองก็ตัดสินใจ เข้าชม The University Church of St. Mary เป็นหอคอยเหมือนกันแต่อีกมุมหนึ่ง หอนี้คนเยอะเชียวเพราะเป็นหอใหญ่ เดินวนจนเวียนจะเป็นลมกันทั้งสองป้า ไหนจะทางวกเวียน ไหนจะหลบเลี่ยงผู้คน ทางขึ้นเล็กรุ่นเดินได้คนเดียว ฉะนั้นจะข้ึนจะลงก็ต้องรอจังหวะกันให้ดี เป็นโอกาสทองเมื่อเหล่านักท่องเที่ยวทนรอไม่ได้หนีลงกันไปหมด ก็เหลือแต่สองเรา ชักภาพกันอย่างเพลิดเพลิน มองลงไปเห็นโดมยักษ์ ไหนจะอีกหอปราสาทมากมาย สวยงามจริงๆ คุ้มมากับ 2.50 ปอนด์ ราคานักเรียน แม้หน้าจะไม่ให้เรียนแล้วก็ตาม อิอิ เนื่องจากเดินวนไปวนมาหลายรอบทำให้เท้าเกิดอาการปวดขึ้นมาหงิดๆ เลยแวะหยุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นกันที่ขั้นบันได ทำเอานักท่องเที่ยวงุนงงกันไปตามๆกันว่าอีป้าคนนี้มันมานั่งนวดซ้งตีง อะไรกันตรงนี้ 555

หลังจากนั้นก็เดินวนชมวิวกันต่อ หลุดมาที่เดิมคือส่วนของมหาวิทยาลัยที่เค้าไม่ให้เข้าเมื่อตอนเที่ยงอะ ตอนนี้เค้าปล่อยให้เข้าละ ก็เลยเข้าซะหน่อยข้างโบสถ์ เค้ากะลังจัดเตรียมอาหารกันอย่างยาวเหยียด โต๊ะอาหารยาวจากฝาห้องด้านหนึ่งไปจรดอีกด้านหนึ่งเลยทีเดียว สวนภายนอกที่เป็นสวนนั้นก็สวยงาม แต่ยามไม่ยอมให้เข้าไปถ่ายรูป ให้แค่เกาะขอบๆ เอา พอยามไม่เห็นเราก็รับเสนอตัวเข้าไปในเขตหวงห้ามแม้จะแค่นิดหน่อยก็มีความสุขแล้ว ถือว่าเอาชนะคุณลุงยามได้ 555 ก่อนกลับยังแอบเก็บภาพ harry potter หลงโรงเรียนได้อีกด้วย ไม่ได้เห็นของจริง เอารุ่นจำลองไปก่อนก็ยังดี เนอะๆ

ฮิสะกับมาซาชืตามมาสมทบที่หน้าปราสาทนั่นเอง จากนั้นก็เดินชมเมืองกันอีกรอบ แวะนั่งพักนั่งคุยเล่น แอบถามฮิสะว่าเป็นยังไงบ้างดินแดนสีเหลือง ฮีบอกว่าเข้าไปได้อย่างยากลำบอกเพราะเค้ากั้นรั้ว ต้องปีนเข้าไป ฮีถ่ายรูปมาแค่สองรูป ไม่มีรูปตัวเองอีกต่างหาก เนื่องจากมาซาชิขอบายไม่ปีนเข้าไปเป็นเพื่อน 555

ขากลับเราได้รถไฟขบวนเร็วกว่าขามา ใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมง เท่านั้นเองก็ถึงลอนดอนกันโดยสวัสดิภาพ เวลาประมาณสองทุ่ม ฮิสะชวนไปนั่งผับต่อ แต่สองป้าขอลาอยากนอนเหลือเกิน เดินมาทั้งวัน แถมเป็นวันแดดร้อนอีกต่างหาก คิดถึง shower เป็นที่สุด

สรุปว่าเป็นอีกทริปที่ประทับใจเพราะว่า อากาศแสนสบาย บ้านเมืองสวยงาม เพื่อนแสนถูกใจ ก็เลยแอบบันทึกเอาไว้ว่าเป็นอีกช่วงเวลาที่ชื่นนนนนน….ใจ :)

> ชาวแกงค์

> หอแรก

> มองเห็นจากหอคอย

> พื้นที่สีเหลืองของฮิสะ เห็นปะว่ามันไกลแค่ไหน ลิบๆ โน่นอะ

> ทางลงก่อนแยกย้ายกันไปตามทาง ดูมันๆ

> อรันชาชมเมือง

> หอสองรอเราอยู่แล้ว

> มุมสูงจากหอสอง

> เค้าจัดโต๊ะงานเลี้ยง น่าแจมมากๆ 555

> ดูมีความรู้มะ

> หลงทาง หน้าบาน

> ปราสาทอะไรวะลืม

> นักเรียนพ่อมด

> หิวๆๆๆ โต๊ะอาหารยาวเหยียด

> ประชากรจักรยานของ oxford

> ระหว่างทางขากลับก็ผ่านดินแดนสีเหลือง 555

> บ้านนอกจริงๆ เลี้ยงแพะ เลี้ยงแกะ กันด้วย :D

6 comments June 8, 2008

Greenwich เมืองแห่งเวลา ไปมาสองครั้งสองครา บ้าไปแล้ว

เนื่องจากตั้งอยู่ไม่ไกลจากลอนดอน แถมไปมาสะดวกสบาย นั่ง tube ไปก็ถึง ฮิสะเป็นคนแนะนำ ว่าไปกันมั้ย ไม่ไกล ก็เลยเอาไปก็ไป ทีแรกก็ยังแคลงใจว่าไปกับ ฮิสะต้องผจญภัยมั้ยเนี่ย แต่สรุปว่าไม่มากเท่าไหร่ แค่นั่ง tube เปลี่ยน 2 สายก็ถึง

เนื่องจากชื่อ Greenwich ก็คงบอกอยู่แล้วว่า ต้องเป็นเมืองแห่งเวลาแน่นอน ที่นี่เองที่เป็นจุดตั้งนาฬิกาทั่วโลก เรามุ่งหน้าไปชม museumเวลา ที่ว่ากันก่อนอื่นใด เดินข้าม park ใหญ่เพื่อทะลุเข้าไปถึงเนินเขาเบื้องหน้า เป็นภาพสวยงามอีกหนึ่งภาพ ที่เห็นปราสาทอะไรสักอย่างตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ อืมมม เล็กมั้ย…ไม่รู้ แต่ก็เล่นเอาป้าหอบอีกตามเคย 555 ในพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวการก่อกำเนิดของเวลา เรื่องดาราศาสตร์ และจุดที่สำคัญที่สุดที่ทุกคนรอคิวถ่ายรูปกันอย่างยาวเหยียดคือ สัญลักษณ์แห่งเวลาของ Greenwich มีชื่อเมืองหลวงของทุกประเทศเลยนะ มี Bangkok ด้วยหละ

ลงจากดอยเราก็มุ่งเยี่ยมชม museum ที่มีอยู่อย่างมากมาย แล้วก็หลุดเข้าไปในโดมแห่งหนึ่งอย่างไม่ตั้งใจ แต่เป็นโดมที่สะกดจิตชั้นได้ เนื่องจากภายในโดมถูกปกคลุมโดยรอบด้วยภาพเขียนฝาพนังที่แสนตระการตา ตอนแรกก็งง ว่าเค้ามีกระจกเงา ตั้งเอาไว้เป็นจุดๆ ทำไม สุดท้ายก็เก็ทว่าเค้าเอาไว้ให้สะท้อนดู ภาพเขียนบนเพตาน เพราะถ้าต้องเหงนหน้ามอง ทั้งเพดานหละก็ มีหวังงานนี้มีคอเคล็ดกันอย่างแน่นอน ใช้เวลานั่งมองภาพเขียนอยู่นานสองนาน ก่อนจากมาพร้อมกับคิดว่าจะต้องกลับมาดูอีกครั้งให้ได้ ฮิสะ ยังหันมาบอกเหมือนกันว่า จะต้องกลับมาอีกครั้งแน่ๆ แต่กับใครก็ไม่รู้ ฮีบอกว่าอาจจะมากับ girlfriend ถึงกับก๊ากกกก..ยังถามฮีว่า จะมาชาตืหน้าเลยเหรอ 555

แล้วชั้นก็ได้กลับมาก่อนฮิสะ ในระหว่างที่ฮีไปเริงร่าท้าแดดอยู่ที่ อียิปต์ ชั้นก็คว้าอรันชามาเป็นเหยื่อ เมื่อชีถามว่ามีที่ไหนที่ไม่ไกลลอนดอนแนะนำมั้ย ชั้นก็เลยบอกว่ามี Greenwich งัยหละ เลยเป็นอีกครั้งทีไ่ด้กลับมาเยี่ยมชมโดมตระการตานี้อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ชั้นกลายเป็นไกด์ โดยเดินตามรอยเท้าฮิสะ พาป้าขึ้นเขาแล้วกลับลงมาที่โดม แต่วันนี้อากาศน่าประหลาดใจมากๆ เพราะฝนตกๆหยุดๆ ตามเวลาที่ชั้นต้องการคือ ยามที่เราอยู่ใน museum ก็ตกหนักเลย แต่พอเราเปลี่ยนที่ ฝนก็หยุดซะยังงั้น ก็เลยเรียกได้่ว่าฝนเป็นใจ 555

ครั้งนี้ได้เยี่ยมชมละเอียดกว่าครั้งที่แล้ว เพราะครั้งที่แล้วเหมือน sketch ครั้งนี้ ลงเส้นละ 555 ก็โดมฝั่งตรงข้ามเค้ามีการฝีกซ้อม โอเปร่า ออเครสต้ากันลั่น เลยเข้าไปชมนิดนึง แล้วจากไปยี่ยมชมส่วนอื่นๆต่อไป

Marina museum ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่สำหรับชั้น เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับทหารเรืออังกฤษ ไม่เน้นๆ เลยเดินอย่างหลวมๆ

ตอนเย็นๆน่าสนใจกว่าพราะว่าเค้า มี open market ที่นี่ ของน่าสนใจเยอะแยะแต่สู้ราคาไม่ไหว ของบ้านเราก็เยอะ พวกเทียนเครื่องหอมเนี่ย แต่ไม่รู้เค้าขายกันได้หรือเปล่า เดินชมร้านรวง อยากกินเค้กก็ซื้อไม่ลง ชั้นกระติ๊ดเดียว 5 ปอนด์ เซ็ง…แต่ก็เพลิดเพลินกับการดูโน่นดูนี่โดยไม่เสียตังค์สักปอนด์ เมื่อเก็บรายละเอียดได้้ทั้งหมดก็เกิดอาการหิวขึ้นมา ย่านนี้มีร้านอาหารจีนราคาถูกรสชาดดีอยู่ร้านนึง ซึ่งคราวที่แล้วมากินกับ ฮิสะ คราวนี้ก็เลยไปกินอีกครั้ง จริงๆนั่งรถเลยไปหน่อยเค้ามีร้าน อาหารจีน รุ่น บุฟเฟ่ ที่รสชาดดีราคาไม่แพงเหมือนกัน เคยไปกินมาสองครั้งกับเพื่อนหมึก แต่ไม่ทันแล้วหิวเหลือเกิน อาหารจีนที่อังกฤษนี่เหมือน ก๋วยเตี๋ยวกรรมกรบ้านเรายังไงยังงั้น ให้เยอะมากๆ โดยเฉพาะเส้นและข้าว 555

เมื่อสองกรรมกรอิ่มอ้วก ก็เดินย่อยชมเมืองกันอีกหนึ่งรอบ แล้วค่อยแยกย้ายกันกลับ เป็นทริปแรกของชั้นและอรันชา แต่ก็นับว่าสวยงามและคงต้องมีครั้งต่อไปแน่นอน ตอนนั้นคิดยังงั้ยเลย แล้วก็ได้พิสูจน์แล้ว ว่าจริง 555

สรุปว่า Greenwich เป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งที่นักท่องเที่ยวต่างแดนเวลาน้อยมาไม่ถึง เพราะไม่ได้มีอะไรโดดเด่นมากนัก แต่เสน่ห์ของเมืองเล็กๆที่อบอุ่นก็ดึงดูดหัวใจชั้นคนนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น ถ้ามีเพื่อนคนไหนหลงมาจะพาไป Greenwich อีกแน่นอน อิอิ

> ที่เห็นเบื้องหน้าคือสองโดมที่ว่างัย

> อันนี้ก็สัญญลักษณ์เวลาของที่นี่เอง

> บ้านเรา :D

> โดมมหัศจรรย์

> เชิญชมภายใน

> มีท่านเซอร์ รอรับบริจาคอยู่ด้านหน้าเลย แต่ไม่เคย donate เลยอะ :P

> ชื่นชมความงาม อลังการของเพดาน

> Hisa rider !!

> Arancha and the world’s clock

> Greenwich open market !!

> cute shades but soooo expensive

13 comments June 8, 2008

พะโล้ โชว์เดี่ยว กินคนเดียวเหงาดี :(

วันอาทิตย์ที่แสนน่าเบื่อ อยู่คนเดียวซะด้วย เหงาอะดิ เลยหาอะไรทำเพื่อแก้เซ็ง ก็ไม่รู้ทำไมพักนี้ผีแม่บ้านเข้าสิงบ่อยเหลือเกิน เท่านั้นยังไม่พอ สองคืนก่อนนอนฝันถึงคุณแม่ลำดวนคนสวย ในฝันแสนประหลาด เมื่อแม่มาพร้อมกับ ไข่พะโล้ ชามใหญ่ หอมน่ารับประทานเหมือนอย่างทุกครั้ง พอเช้าขึ้นมากลิ่นเอย ภาพเอย มันยังคงรบกวนหัวใจกับกระเพาะไม่หาย เลยตั้งใจว่าจะลงมือทำกินดูสักครั้งเหอะ หลังจากที่ได้ค้นพบว่าไม่มีที่ไหนอร่อยเท่าที่บ้าน แม่เราเท่านั้นที่ทำได้ถูกปาก รสชาดถูกใจเราที่สุด คราวนี้จะเป็นการพิสูจน์ว่า เลือดแม่ จะแรงแค่ไหน 555 โทรถามคุณนายลำดวนเมื่อเช้าวาน จดลงกระดาษเรียบร้อย ได้เวลาลุยแล้วพวกเรา

เครื่องปรุง มีตังนี้นะ

1. ไก่สด (tesco) เพราะถูกสุด 1 กิโล ราคา 2.50 ปอนด์ ไม่รู้จะทำทำไมเยอะแยะ แต่คิดว่าถ้ามันฟลุ๊กอร่อยจะได้กินไปนานๆ 555

2. ไข่ไก่ 10 ฟอง ราคา 1 ปอนด์

3. ผงพะโล้ โลโบ้ ซื้อมาจากร้านไทยข้างโรงเรียน สองถุง ราคาถุงละ 94 เพ็นซ์ อ่านหลังซองเค้าบอกว่าสำรหับไข่ 5 ฟอง แต่เราต้องการทำไข่ 10 ฟอง ตังนั้นควรต้องเป็น 2 ถุง โอ้ยย ฉลาดมากชั้น 555 แต่ไอ้เจ้าผงนี่แหละที่เป็นปัญหาใหญ่ ติดตามกันต่อไป

4. ผักชี ราคา 64 เพ็นซ์ เยอะมากๆ เพราะไปเดิน supermarket แล้วเค้าไม่มีแบ่งขาย เลยต้องซื้อมันทั้งกอง

5. กระเทียมหนึ่งหัวแมว (ใหญ่มากๆ 555)

6. นำ้ตาล ขโมย Vicky เอา (เพราะชีไม่อยู่ กลับไปเยี่ยมแม่ที่ Nigeria)

7. นำ้ปลา

8. พริกไทยป่น

เมื่อได้ของครบละ ก็เริ่มบรรเลงกันเลย

ต้มไข่ก่อนเลยเพื่อนๆ จากนั้นหันไป หั่นไก่เป็นชิ้นๆ ชั้นชอบชิ้นใหญ่สะใจดี เลยเล่นซะชิ้นเขื่องมากๆ 555 เอาผงพะโล้บางส่วนหมักไก่รอไว้เลย จากนั้นหันมา สับกระเทียม เพราะเราไม่มีครกเลยต้องสับเอาเช่นนั้นแล รากผักชีก็หาไม่ได้ แป่วววว…เพราะที่นี่เค้าไม่ขายราก ไม่รู้ทำไม เลยไม่ได้ใส่ แม่บอกว่าถ้าใส่จะช่วยเพิ่มกลิ่นกับรสได้ดีเชวหละ

เอากระเทียมลงไปผัดกับน้ำมันแล้วก็พริกไทยให้หอมเชวนะ ชั้นก็ผัดๆไป เออ…ในใจก็มีคำถามว่า แล้วผงพะโล้ที่เหลือใส่ตอนไหนวะ เพราะจำไม่ได้ว่าแม่บอกหรือป่าว คิดไปคิดมาจนกระทะจะไหม้ สุดท้่ายทำใจกล้า เทผงที่เหลือลงไปในกระทะทั้งซอง ตายห่า…ตอนนนี้กลายเป็นว่าในกระทะเต็มไปด้วยผงพะโล้ นี่แค่ห่อเดียวนะ ชักตะหงิดๆในใจ ติดว่าต้องมีอะไรผิดสูตรสักอย่าง เลยหันกลับไปอ่านที่ซองโลโบ้อีกครั้ง แม่เจ้า เค้าบอกว่าให้ใช้แค่ สองช้อนโต๊ะก็พอแล้วสำหรับไข่ 5 ฟอง ไก่ครื่งโล คือหมายความว่าหนึ่งซองใช้่ได้หลายครั้งนั่นเอง แล้วทำไมไม่อ่านให้ละเอียดตั้งแต่แรก เททิ้งซิครับ หมดกัน กระเทียมหัวละ 20 เพ็นซ์ ของฉ้านนนน

แต่ไม่ยอมแพ้หรอกนะ ล้างกระทะ สับกระเทียมที่เหลืออยู่อีกหนึ่งหัว เตรียมเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ต้น คราวนี่สวยงามมากเพื่อนๆ เมื่อผัดกระเทียมกับพริกไทยจนหอม เราก็เอาไก่ใส่ลงไปเลย ผัดไปจนสุก สูตรของแม่ชั้น คือเอาไข่ลงไปผัดด้วยเลย ใส่ซีอ้ิวพอสีสวย (เหมือนสีผิวเรา อย่าดำเหมือนเพื่อนหมึก เป็นใช้ได้ 555) จากนั้นเอาน้ำเติมลงไปพอท่วมไก่ ท่วมไข่ ใส่น้ำตาลที่โมยมาลงไป ตามด้วยน้ำปลา ชิมดู โอ้โห!!! รสชาดเหมือนแม่ทำเลย อิอิ ตุ๋นต่อไปอีกสักพักเพื่อให้กลิ่นและรสซึมเข้าไปในเนื้อไก่ และ ไข่ จากนั้นตามด้วยสวนผักชี (ใส่เยอะมากจริงๆ) ชิมอยู่หลายครั้งมาก กระหยิ่มยิ้มในใจ ว่าเรานี่ใช้ได้เหมือนกันนะเนี่ย ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะเอาไปให้เพื่อนญี่ปุ่นชิมซะหน่อย อิอิ เยอะขนาดนี้มีเหลือเผื่อเพื่อนหมึกซึ่งจะกลับวันอังคารแน่นอน 555 ลองทำกันดูนะ

สรุปราคาค่าใช้จ่ายสำหรับพะโล้หม้อนี้เป็นเงิน อืมมม… 5.48 ปอนด์ คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 356 บาท ว้าววว ถ้าทำบ้านเราไม่น่าเกิน 200 อะเนอะ แต่ก็นับว่าคุ้มเพราะว่าคงกินไปได้หลายวันเชววว อร่อยด้วยยย ว่าแล้วก็ขอตัวไปรับประทานก่อนนะเพื่อนๆ :)

> เป็นงัยหน้าตาดีมั้ยเอ่ยยย

> แม่จ๋า หนูทำได้ !!!

13 comments June 1, 2008


กำหนดลมหายใจ

หัวใจเต้น

วันคืนเดือนปี

June 2008
M T W T F S S
« May   Jul »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

ปักหลักหายใจ

ชนิดลมหายใจ

เพิ่งพ่นออกไป

ออกซิเจนใหม่

thelailama on First proper snowfall in my…
walkonthesideway on First proper snowfall in my…
thelailama on ..เปลี่ยน..
thelailama on Creative night lives
thelailama on ..และแล้วราหูก็คายจันทร์…
thelailama on First proper snowfall in my…
ป้าไก่ 9ชีวิต on First proper snowfall in my…
she the tiger on First proper snowfall in my…
ป้าไก่ 9ชีวิต on First proper snowfall in my…
thecolourbar on First proper snowfall in my…

Blogroll

Meta