สวรรค์ล่มที่ Reading
August 20, 2008
ความซวยไม่เคยปราณีฉ้านนนน….เรื่องความฝันของหญิงวัยกลางคนที่อุตส่าห์อดทนเฝ้ารอวันที่ฝันจะหวานดังใจ เพราะจะได้มีตังค์ใช้ซื้อความสวยงามชดเชยให้กับความอับเฉาของวันเหงาๆหลังสอบ…แต่อย่างท่ีบอกว่าสวรรค์ไม่มีที่ว่างสำหรับผู้หญิงชื่อไลลา…
เมื่อประมาณเดือนที่แล้ว เพื่อนสาวที่เพิ่งมาจากเมืองไทย เพื่อมาเรียนต่อ ปริญญาเอก ที่ Reaading (เมืองที่อยู่ห่างไกลลอนดอนออกไป ประมาณ 1.20 ชม. โดยรถไฟจาก Waterloo, อีกแล้วครับเพื่อน 555) ฮัลโหลมาถามว่าอยากทำงานมั้ย ขายอาหารจีนที่งาน Music Festival ที่ Reading เป็นงาน concert สามวันสามคืน มีวงดังๆมากมายมาแสดง แถมบัตรแพงน่าดู 150 ปอนด์ได้มั้ง รู้เท่านั้นแหละ แค่นั้นก็ช่วยให้คัดสินใจได้ไม่ยากเลย แถมเวลาก็พอเหมาะพอเจาะ เนื่องจากหลังสอบคิดอยู่ว่าอยากจะหาอะไรทำที่ได้เงินเห็นๆ ที่สำคัญเพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่านช่วงที่ผลสอบยังไม่ออก แต่หัวใจคนสอบออกไปอยู่รอที่ตาตุ่มแล้ว “อืมมม..ไกลนะ เอาเหรอ คุ้มมั้ย คิดดีๆนะไลลา” “โอ้ยยยย…. ดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆน่า 5 ปอนด์ต่อชั่วโมงก็เอา (ถ้าทำหลายชั่วโมงก็โออยู่) “ไปๆ จองไปเลยนะอ้อม เราจะทำทั้ง 6 วันเลย” คืองานเค้ามี 3 วัน ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ แต่ช่วงก่อนหน้านั้นกำลังสำคัญคือการเตรียมของที่จะขายวันงาน ก็พวกอาหารนั่นแหละอารามงกเงอะ ชั้นเลยสะเออะจองทุกวัน กะว่าหวานๆ ได้กระเป๋าใหม่สักใบก็ยังดี อิอิ….
หลังสอบก็เตรียมตัวเตรียมใจ เนื่องจากไม่รู้ได้เลยว่า งานจะเป็นแบบไหน แล้วไหนจะเรื่องเดินทาง ถ้าไปกลับทุกวัน วันละ 14.50 ปอนด์ ก็เยอะอยู่ แต่ก็เอาเหอะ ยังเหลืออีกเป็นร้อยๆ เช้าวันนี้ วันที่ 19 สิงหา วันแรกของงาน โทรนัดกับพี่ที่เค้าเป็นคนติดต่อประสานงานเรียบร้อย เค้าบอกว่าถ้าได้เวลาแน่นอนแล้วจะเมล์มาบอกให้รอเช็คด้วยนะคืนวันจันทร์หลังเที่ยงคืน ลางมันก็มีให้เห็นอยู่แล้วตั้งแต่แรก แต่ดันมองข้าม ก็ตั้งแต่กลับมาจากสอบเมื่อวันเสาร์ internet เจ้ากรรมก็โดนตัด เนื่องจากเพื่อนหมึกเจ้าปัญหามีเรื่องคาใจกับเจ้าของบ้าน ยังไงไม่ทราบได้ ผลร้ายมาตกอยู่ที่นังไลลาเนี่ย “เน็ทหนูไม่มี..พี่ขา text มาบอกหนูทีนะคะว่ากี่โมง เพราะคงต้องออกแต่เช้ามึดอะคะ” พี่เค้าก็รับปากเป็นมั่นเหมาะ เวลานัดเดิมคือ 8 โมงเช้าที่ Reading station ซึ่งชั้นต้องออกเดินทางโดยจับรถไฟเที่ยว 6.20 จาก Waterloo ก็แปลว่าคุณไลลาต้องแหกขี้ตาตื่นตอนตีห้าอีกแล้วหละซิ เอาวะ นอนมันแต่หัววันเลย ห้าทุ่มข่มตาหลับ มันก็ยากแสนเข็ญเนื่องจากมันไม่ชิน..สรุปว่ากว่าจะเข้าระดับหลับลึกก็น่าจะประมาณ เกือบตีหนึ่งได้…พอตีสี่เพื่อนหมึกเคาะประตูปลุกอย่างไม่สนใจความขุ่นเขืองของเจ้าของห้อง เนื่องจากชีต้องการขอยืม printer เพื่อปรินท์ ตั๋วเดินทางให้เพื่อนหมึกของเธอซึ่งจะเดินทางกลับไนจีเรียในเช้าวันนี้เสียด้วย เวรรรกรรมอะไรของชั้นนน…. เหมือนที่คิดไว้ไม่มีผิด “ซื้อก่อนซวยก่อน” ก็ต้องแหกขี้ตามาปรินท์ให้มัน จะด่าก็นึกไม่ออก มันง่วงเกินกว่าจะคิด พอปรินท์เสร็จ ก็ไล่มันออกไป กลับมาข่มตาตัวเอง เพื่อขอต่ออีกสักชั่วโมง แต่น่าเศร้า ดูเหมือนมันจะทำไม่ได้ซะแล้ว หนังตาหลับแต่สมองตื่น สรุปว่านังไลลา ตื่นดีสี่เพื่อไปทำงานคะ พ่อรู้ภูมิใจตายเลย..
มาถึง Reading ประมาณ 7.40 มาก่อนเค้าจะได้เห็นว่าตั้งใจจริง แต่…..8 โมงก็แล้ว 8.30 ก็แล้ว ไม่เห็นแม้แต่แววเงาของพี่เจ้า…..textไปเช็ค ก็ไม่ตอบกลับ…โทรไปจิกเพื่อนใหม่ที่จะได้ไปทำงานด้วยกัน เกรงจ้ายยยย….เกรงใจ แต่ไม่รู้จะพึ่งใครจริงๆ หลัวจากนั้นลองโทรหาคุณพี่ที่เค้าติดต่อประสานงาอีกที คราวนี้ชีรับ แต่สิ่งที่เธอบอกหักอกอีแป้นเป็นเสี่ยงๆ “คืองานเค้ายังไม่เรียบร้อยอะคะ งานของน้องผู้หญิงน่าจะเริ่ม ประมาณ บ่าย 3″ “อ้าววววว..แล้วไม…มึงไม่บอกกรูตั้งแต่เมื่อคืนนนนน” คิดในใจ ปากบอก “ไปไม่เป็นไรคะ รอแล้วกัน…” ทั้งปี ระหว่างที่นั่งรอเพื่อนสาวมาต้อนรับ ใจก็ยังนึกทบทวนว่า กลับดี-ไม่กลับดี อยู่หลายตลบ เพราะใจมันรู้สึกตะหงิดๆละว่ามันจะไม่ลื่นเรียบเหมือนดังฝัน แต่ว่าไหนๆก็เสียตังค์มาแล้ว ลองกันดูสักตั้ง แล้วกัน…
นั่งอยู่ไม่นานเพื่อนใหม่ก็โผล่หน้าหมวยๆ มาต้อนรับ เธอชื่อ เล็ก (พริกขี้หนู) เป็นโคลนนิ่งป้าไก่ตอนสาวแน่ๆ 555 เหมือนมากๆ มีพลังมากมายในการเมาท์ วันนี้ทั้งวันเลยเพลินไปกับการเรียนรู้จักเพื่อนใหม่ที่คิดว่าน่าจะเป็นเพื่อนกันได้อีกคนในประเทศนี้ เล็กพาชม Reading อย่างถ้วนทั่ว พาทัวร์พลาซ่า ซุปเปอร์ และร้านกาแฟ 555 คุยสนุกเพลิดเพลินจนได้เวลานัดบ่าย 3 โมง เดินกลับไปรอพี่เจ้าตัวดีที่สถานี แต่ก็ยังไม่มีวี่แววพี่เจ้าเหมือนเดิม เจอแต่น้องสาวน่ารัก เป็นนักเรียนไทยที่มาเรียน Fashion Design ที่ Birmingham ได้สองปีแล้ว อีกทั้งน้องนางยังร่วมทำงานกับร้านอาหารนี้มา 2 ปีติด น้องอธิบายงานคร่าวๆ แต่เรื่องราวที่น้องบอกไม่ได้ตรงกับข้อมูลที่ได้รับมาจากพี่เจ้าแม่แต่น้อย…งง…เซ็ง…ลังเล…แล้วชั้นจะหาคำตอบจากใครได้บ้าง น้องสาวเลยบอกว่าไปถามจากพี่อีกคนที่เป็นเหมือนลูกน้องสายตรงของตาลุงเจ้าของร้านเลยมั้ย น้องเค้าจะไปพอดี เล็กตัดสินใจหนักแน่น “ไปๆ จะได้รู้กันไปว่าจะยังไง” ขณะที่นังไล ยัง งง อยู่เลย เล็กเฝ้าบอกชั้นตั้งแต่แปดโมงเช้ามาแล้วว่า “ทำเหอะอย่าให้เสียตังค์เปล่าๆ ไหนๆก็มาแล้ว” ก็จริงของเล็ก เอาไปก็ไป…
น้องพาเดินลัดเลาะหรือแถวบ้านเรียกอ้อมนั่นเอง 555 ตามถนนที่ฝนเจ้ากรรมตกกระหน่ำลงมาเหมือนแกล้ง เอ่อหรือว่าเตือนว่าอย่าไปเลยก็ไม่รู้ สุดท้ายฝนก็แพ้ความกลัว…จน…ของชั้นกับเล็ก เราเผลอขึ้นรถนังหัวหน้าสายตรงอย่างตัวลอยๆ เหมือนโดนยา เนื่องจากไม่มีการพูดจาทักทาย ก่อนขึ้นรถท่ามกลางสายฝนพรำ หล่อนเพียงชายตาผ่านดั้งจมูกที่แบนราบชนิดสามารถบอกถื่นฐานบ้านเกิดอย่างไม่ต้องเดา มาที่พวกเราแล้วพูดคำเดียว “ขึ้นรถซิ (ยะ)” ชั้นหงิดๆตั้งแต่ตอนนั้นและ คนอะไร้…ไม่สวยแล้วยังไม่มีรู้จักทำตัวให้มันน่ารักน่าใคร่ หน้าตาทะมึงทึง (เหมือนเพิ่งพบว่าสามีหย่อนสมรรถภาพ) วาจาพาที(น่าพาไปฝังกลบสักที สองที) ไปถึงลานจอดรถเพื่อรับบัตร staff ผ่านเข้างาน ในใจชั้นกับเล็กตอนนั้น เราแค่อยากรู้ว่าถ้าจะมาเริ่มทำวันพรุ่งนี้หรือว่าทำแค่เสาร์-อาทิตย์ จะมีปัญหามั้ย แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไร สายข้อมือเข้างานก็มาสถิตย์ที่ข้อมือของสองเราแล้ว นังหน้าตูดยัดเยียดหน้าที่ให้เราเข้าทำงานวันนี้อย่างที่เราก็งงๆ สุดท้ายเราก็เลยต้องบอกว่าเราไม่ได้ตั้งใจจะทำวันนี้ อยากจะมาถามรายละเอียดให้เรียบร้อยก่อน เท่านั้นแหละะะะะ คุณเอ้ยยยยยย…ชีเขวึ้ยงค้อนปอนด์ ใส่หน้าเราหนึ่งที ก่อนพูดกับเราอย่างมะนาวเน่าว่า “แล้วมาบอกอะไรตอนนี้ ทำไม ไม่บอกก่อน..ชั้นจะได้ไม่เอาบัตรผ่านให้พวกเธอ ไม่รู้หละเธอต้องเข้าไปบอกกับเจ้าของร้านเอาเอง ว่าจะไม่ทำ ไม่งั้นชั้นก็โดนด่าอยู่คนเดียว” เล็กพยายามจะอธิบายแต่แม่นางเธอท่าทางจะลืมสมองไว้ที่บ้านเกิด หล่อนจึงไม่สนใจรับฟัง แล้วเดินหนีไปจากไป….ชั้นกับเล็กตัดสินใจได้อย่างพร้อมกันแบบไม่ต้องนัดหมาย “ไม่ทำละนะ ไม่ว่าจะวันไหนก็ตาม…” ถอดสายข้อมือคืนน้องเค้าไปอย่างหงุดหงิด พร้อมบอกลา
เราลาจากเงิน 300 ปอนด์ที่คาดว่าสายตัวจะขาดตั้งแต่ 150 ปอนด์แรก แล้วเดินจากมาอย่าง เซ็ง..งง..หงุดหงิด..ขุ่นเคือง.. ยังไม่เริ่มงานก็กดขี่กันแล้ว ถ้าไปทำแล้วมันชี้หน้าด่าแม่ชั้น ชั้นจะทนไม่เอาฝาหม้อฝาดกระบาลมันได้งัย ดังนั้นชั้นว่าการต้ดสินใจของเราครั้งนี้ถือเป็นมติ…
เล็กเดินกลับมาส่งที่สถานี นั่งรถกลับบ้านพร้อมความว่างเปล่าในกระเป๋า ไม่มีเงินใหม่เข้ามา แถมเสียเงินเก่าไปอีก รถไฟก็ดันมาเสียเวลาหลีกที่กลางทางซะอีก เอ้อ…มันมีแย่กว่านี้มั้ยเนี่ย..แต่จะว่าไปก็ใช่ว่าจะไม่ได้อะไรกลับมาจากการเดินทางครั้งนี้เอาเสียเลยนะ อย่างน้อยๆก็ได้เรียนรู้ว่า คนไทยนี่แหละที่ชอบกดขี่กันเอง ยังจำได้ดีเมื่อครั้งไปสมัครงานกับเพื่อนหมึกที่ Arsenal เค้าปฏิบัติกับเราเสมือนกับคนที่มาสมัครตำแหน่ง manager แม้จะแต่ retail assistance แล้วนี่คนไทยด้วยกันแท้ๆ น้ำจิตน้ำใจมันเอาไปลืมไว้ไหนกันวะ ไม่เอาอีกแล้วงานที่ต้องทำร่วมกับเจ้าของคนไทย เข็ด…หลาบบบบ…
ที่สำคัญลืมเสียไม่ได้ว่าอันที่จริงเงิน 14.50 ปอนด์ แท้จริงไม่แพงเลยกับการได้มาซึ่งเพื่อนใหม่ เพื่อนที่คุยกันนำ้ไหลไฟดับแม้เพิ่งพบปะกันแค่เพียงครั้งแรก ได้เพื่อนเพิ่มในวันสวรรค์ล่ม ต้องขอบใจพรหมลิขิต ที่วันนี้กลายเป็นวันพบญาติของคนไทยไกลบ้าน ไม่ได้พูดไทย แบบที่ขอเรียกว่า พ่น น่าจะเหมาะกว่า ก็ไม่ได้หยุดเลยตั้งแต่ 9 โิมงเช้า ยัน 5 โมงเย็น คิดดูดิ แต่ก็สนุกดีหวะ ขอบใจนะ เล็ก หายคิดถึงป้าไก่ไปเยอะเลย 555
Entry Filed under: หายใจในต่างแดน, หายใจไปพร้อมมัน. .
13 Comments Add your own
Leave a Comment
Some HTML allowed:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <pre> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>
Trackback this post | Subscribe to the comments via RSS Feed
1.
thecolourbar | August 21, 2008 at 4:39 pm
2.
she the tiger | August 22, 2008 at 1:16 am
“ไม่เอาอีกแล้วงานที่ต้องทำร่วมกับเจ้าของคนไทย เข็ด…หลาบบบบ…”
แง๊………แล้วเค้าล่ะเตง????
…………………………
เข็ดหลาบได้ อย่าเพิ่งเข็ดลาบนะ ถ้ายอมทำงานดีไซน์ให้เค้า เค้าจะหิ้วลาบทอดไปให้นะ นะ นะเตงนะ
กระซิก กระซิก…
3.
ป้าไก่ | August 22, 2008 at 12:08 pm
เฮ้ย เกี่ยวไรกะป้าวะเนี่ย อยู่ถึงเชียงใหม่ ดั๊นไปไกลยัน วอเตอร์ลู
อีกอย่าง ดิฉันมิได้ พ่น อย่างที่คุณเข้าใจ..แต่ป้าไก่ มีเครื่อง ไซโล เป็นของตัวเองค่ะ หายใจทางเหงือก ไม่ได้หายใจทางปาก
เปลี่ยนชื่อไปเลย ถ้าเจอพวกคนไทยสมองหวาน บอกเขาไปว่า
มายเนมอีส กูหลาบ….กูหลาบจำ อ่ะค่ะ
เฮ่ย 14.50 คนไรราคาถูกขนาดนี้ว้า…..ซื้อคนราคานี้ แมร่งแพงกว่า กินบิ๊กแม็คนิดเดียวเอง…..
แม่เสือนี่ ติดสินบนอีกแล้วนะ
4.
thelailama | August 22, 2008 at 2:11 pm
ยิ้มอะไรตาคาเลอร์ เยาะเย้ยเหรอ
…………….
ลาบอะไร ทอดที่ไหน แล้วเป็นคนไทยหรือป่าว
ถ้าเป็นไม่ทำด้วยหรอกเชอะ..ชิ
…………….
แหมป้าไก่ขา… อยากให้ได้เจอกันจริงๆ
ทุกวันนี้ยังคุยกับเล็กแล้วคิดถึงป้าทุกทีเลย
จาก กูหลาบ เอง
5.
ป้าไก่ | August 23, 2008 at 2:13 am
อืม แม่เสือ เราคงต้องปล่อยน้องเขาไปตามทางที่เขาเลือกเดินน่ะนะ
เพราะดูแววแล้ว เขาคงเข็ดหลาบคนไทย ดูดิ ขวัญหนีดีฝ่อเลย
ทำใจเถอะแม่เสือ มุกเอาของกินมาล่อ ลาบ ก้อย ซกเล็ก คงไม่เวิร์คอีกต่อไป เธอเปลี่ยนไป มีใหม่แล้ววววว
คงเปลี่ยนสัญชาติเป็นครึ่งยุโรป ครึ่งเอเซียน่ะค่ะ แววมยุรา ท่าจะเป็นความจริง
แบ่บว่า แจ้งย้ายสำมะโนไปอยู่แถว ๆ ตำบล ซัมซุง ประมาณนั้นอ่ะค่ะ
6.
ป้าไก่ | August 23, 2008 at 2:14 am
เออ ได้ยินเรื่องน้องเล็กแล้วสนใจอยากเจอ อยากรู้ว่า เราสปีซี่เดียวกันหรือเปล่า พันธุ์ของเล็กนี่ หายใจทางเหงือก หรือหายใจทางผิวหนัง เวลาพูด เอ๊ย พ่น คะ
7.
thecolourbar | August 23, 2008 at 11:58 am
ยิ้มให้กำลังใจต่างหาก
มองโลกสีอื่นบ้างดิ มองแต่สีดำอยู่ได้ เช๊อะ
8.
thelailama | August 24, 2008 at 9:46 am
ป้าไก่ : ยังเป็นคนไทยยยยยยยยอยู่เหมือนเดิมคะ ยังอยากกินลาบทอดอยู่นะ อยากกิน จริง จริ๊งงงงงงง….น่ีว่าจะไปให้เล็กทำให้กินละนะ ถ้าไม่ส่งมาให้อะ เชอะ เล็กหายใจทางไหนไม่รู้เหมือนกัน อาจเป็นทางถุงน้ำดีคะ 555
……………
คาเลอร์ : เห็นวะว่ายังแอบมาว่าเค้าดำอีกด้วย บ้าๆๆๆ
9.
thecolourbar | August 24, 2008 at 2:30 pm
10.
โตเดี่ยว | October 27, 2008 at 12:21 am
กูจำได้ว่ามึงโทรมาเม้า หรือเมล์มาเม้าให้ฟังเนี่ยแหละ (นี่ขนาดจำได้นะ) ตอนนี้ได้งานพี่ปู หะรูหะราไปแล้ววววว โชว์กูด้วย ตอนมีงานจริง ถ่ายรูปมาลงด้วยนะเว้ย กูรอปลาบปลื้มมม
11.
thelailama | October 27, 2008 at 10:40 am
ใช่หรูหรามากไม่เชื่อรอดูจากป้าปูเลย พิมพ์เสร็จก่อนแล้วจะเอามาอวด
12.
โตเดี่ยว | October 28, 2008 at 3:52 pm
ดีๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อยากเห็นๆๆๆ
13.
thelailama | October 28, 2008 at 9:56 pm