Posts filed under 'ฟุ้งซ่านรำคาญใจ'
..เปลี่ยน..
เปลี่ยนซะบ้าง อยู่กับมุมเดิมๆ เปลี่ยนไปลองมุมอื่นๆ สิ่งอื่นๆ บ้าง อาจจะดีขึ้น.. 555 ไม่มีอะไรหรอกแค่จะบอกว่าจัดห้องใหม่อะคะ เชิญพ่อแม่พี่น้องมาดูดิ ดีขึ้นมะ คือมันเบื่อ.. เหงา.. เศร้า.. เซ็ง… อะไรนักก็ไม่รู้ เบื่อกระทั่งหน้าตัวเอง อยากเปลี่ยน แต่ทำไม่ได้ เลยทำได้แค่เปลี่ยน บรรยากาศ ความเป็นอยู่ เผื่อว่ามันจะดีขึ้นมั่ง ช่วยได้นิดนึงนะ แต่ก็ยังเหงาอยู่ดี…อะตะเอง…เมื่อไหร่จะมาเยี่ยมกันอีกหละ เค้าจัดบ้านใหม่แล้วนะ อยากให้มาดูอะ T_T

17 comments December 18, 2008
ทางออก บอกหน่อย
เห็นแก่ตัวรึป่าวที่หนีมาอยู่ไกลปัญหาขนาดนี้
หลายคนอิจฉาที่อยู่ทางนี้ไม่ต้องมีเรื่องปวดหัวให้ขบคิด
ใครจะรู้ว่าเรื่องคิดหรือไม่คิดไม่ได้อยู่ที่ระยะทาง
มันอยู่ที่การสั่งการของจิดใจต่างหาก
อยู่ไกลแค่ไหนความเป็นห่วงก็เดินทางมาหาได้เหมือนกัน
บางครั้งก็นั่งคิดนอนคิดว่า
ดีรึป่าว ถ้าจะถอดใจกลับไปเผชิญและอยู่เคียวข้างคนที่เรารักต่อสู้กับปัญหา
แต่ก็ต้องทิ้งต้วเองเอาไว้ข้างหลังเลย
แล้วสิ่งที่ค้นหาอยู่ สิ่งที่ฝันไว้ก็ต้องเก็บเอาไว้กับตัวเองจนตาย
นี่ถ้าปัญหาเกิดก่อนหน้านี้สักสามเดือนมีหวังไม่ได้มาเหยียบที่นี่แน่นอน
คงต้องเก็บความฝันใส่กระเป๋าแล้วซ่อนไว้ใต้ตู้เลย
แทนที่จะหอบมันข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงที่นี่
ไม่มีอะไรพอดีเลยชีวิค
ไม่มีความราบรื่นใจเอาซะเลย
ไม่มีทางที่ปูด้วยพรมแดง
ต้องทุลักทุเลไม่ว่าทางใดก็ทางนึง
นี่ชั้นควรทำอย่างไรดี…..ทำอะไรได้บ้าง
สองปีมันนานไปมั้ยเนี่ย…
15 comments December 11, 2007
นังหน้าโง่ O_O”
![]()
เย็นย่ำค่ำคืน วันที่ฝนปรอยร้อยสายลงมาใม่ขาดสิ้น หนาวจากละอองฝนปนลมหนาวจากแอร์ในรถคันจิ๋ว วันนี้รถติดเป็นประวิติการณ์ ไม่รู้เพราะฉันเองไม่คุ้นชินกับช่วงเวลาเร่งรีบของคนอื่น หรือเพราะสายฝนที่ทำให้การจลาจรขยับเขยื่อนอย่างเชื่องช้ากันแน่ แต่นั่นมันก็ทำให้ฉันเซ็งจนบอกไม่ถูก ล้อเลื่อนเคลื่อนปุ๊บก็ต้องชะงักปั๊บ เป็นอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน เวลาเดินผ่านไปเหมือนจะอ้อยอิ่งตามกัน หันมองออกข้างนอกเพื่อหาสิ่งบันเทิงใจจากสถานการณ์ความเบื่อหน่ายครั้งนี้ ทุกคนล้วนหันมองหาสิ่งเหล่านั้นแต่ก็ไม่ใช่ว่าเมื่อไหร่ที่เราต้องการเราจะได้ หันซ้ายหันขวาบรรยากาศก็คงไม่ต่างกันนักกับเพื่อนร่วมเดินทางคันอื่น หันกลับมามองหาสิ่งอื่นจากตัวเอง หมุนหาคลื่นเพลงที่จะช่วยผ่อนคลายบรรยากาศซึมเศร้าก็ยิ่งเหมือนฟ้าช่างรู้เห็นเป็นใจกับเหล่าดีเจที่พากันเปิดเพลงเศร้าเร้าอารมณ์กันอย่างไม่ลดละ นั่นหละจึงช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดที่ฉันจะโทรหาเธอ ความจริงไม่ได้หมายความว่านี่เป็นเวลาที่ไม่เหลือสิ่งอื่นให้ทำอีกแล้วหรอกนะ แต่นี่เป็นข้ออ้างของคนขลาดกลัวที่ใช้พร่ำบอกกับตัวเองมากกว่า เสียงเพลงรอสายเพลงเดิมที่เคยฟังทุกที “แค่เธอก็พอ อื้ม..ฉันจะไม่ขอมากกว่านี้ แค่เธอก็พอ…
“ฮัลโหล“ เพลงตัดหายกลายเป็นเสียงที่อยากได้ยินที่สุด ทั้งที่ความจริงก็มีเรื่องราวมากมายที่คอยคิดอยู่เสมอว่าเวลาที่ได้มีโอกาสพูดคุย จะหยิบยกมาเป็นเรื่องราวเพื่อเล่าต่อหรือถามไถ่กับเธอ แต่ก็เหมือนเดิมทุกครั้งทุกทีที่เรื่องที่มีที่เตรียมมันอันตธารหายไป อยู่ๆก็ลืมเรื่องราวเหล่านั้นเสียสิ้น เรียบเรียงใหม่ยังไงไม่ถูก บางครั้งก็ทำให้บื้อใบ้อยู่บ่อยๆ เสียงเธอทำให้ฉันสติแตก ความจำเลอะเลือน บางครั้งก็ป๊ำๆเป๋อไปง่ายๆ
อืม…ฉันก็เริ่มต้นพูดคุยเหมือนเดิมๆ เสียงเธอเหมือนคล้ายวุ่นวายอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ฉันถามเพื่อต้องการอยากทราบสภาพจิตและช่วงเวลาของเธอว่าเหมาะสมแก่การพูดคุยในเรื่องไม่เป็นเรื่องหรือเปล่า สบถคำร้ายๆจากเธอถึงต้นตอที่มา ทำเอาฉันพูดอย่างอื่นไม่ถูก ก็ไม่รู้ต้องพูดยังไงให้เธอกลับมาอยู่ในสภาพที่พร้อมจะรับฟังเรื่องไร้สาระของฉัน แต่ก็พยายาม ซึ่งบางครั้งนั่นแหละคือที่มากเกินไป เราจบบทสนทนากันไม่สวยงามนัก เพราะเธอต้องการเอาเวลามาใส่ใจและจดจ่อกับเจ้าตัวปัญหาของเธอ น่าอิจฉาเจ้าตัวปัญหานั่นเพราะอย่างน้อยถึงเธอจะไม่ต้องการมันแต่ช่วงเวลาหนึ่งเธอก็ให้ความสำคัญกับมันมาก..มากกว่าฉัน ที่ไม่สามารถเป็นได้กระทั่งตัวอะไรเลย
เสียใจจังกับความรู้สึกอย่างนี้ ฉันต้องหันกลับมาเร่งเสียงเพลงจากดีเจอารมณ์เหงาเหล่านั้น นั่นมันทำให้ฉันเศร้ากว่าเดิมหลายร้อยเท่านัก จู่ๆน้ำตาก็ไหลออกมา ฝนตกนอกหน้าต่างซึมเข้ามาถึงใจคนข้างในเชียว ฉันเสียน้ำตาให้กับความไม่สำคัญของตัวเองอย่างนี้บ่อยไป ไม่รู้ทำไมเวลาที่เรารักใครเค้าถึงชอบทำร้ายเราอย่างนี้อยู่เรื่อย ย้อนถามตัวเองว่าเคยมั้ยทำร้ายใจใครอย่างนี้ มีบ้างถ้าเราไม่รัก…
นั่นคือคำตอบไง ว่าทำไมเค้าถึงทำกับเราอย่างนี้ โง่จริง..
3 comments June 7, 2007