Posts filed under 'หายใจไปพร้อมมัน'

SAWASDEE NEW YEAR EVERYONE :)

picture-2

จริงๆก็มีกันอยู่ไม่กี่คนหรอกเนอะใน space นี้ที่จะบอกว่า ขอให้มีความสุข สงบ สวยงาม ราบรื่น คลื่นชีวิตซัดเยือกเย็นไม่สาดซัดโครมครามเหมือนปีเก่าที่ผ่านไป ปีนี้มีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนไปมาก สำหรับชีวิตตัวเอง มีทั้งดีขึ้นและแย่ลง

•    ได้เรียนกับเค้าซะที ที่ยังแย่อยู่คือไม่รู้จะเรียนรอดมั้ย 555
•    คนที่รักยังคงห่างไกล แต่เพื่อนใหม่ๆก็อบอุ่น พอทดแทนกันได้ ไม่ถึงขั้นทั้งหมดแต่ก็ทำให้ไม่เหงาจนคลั่งตาย
•    งานยังคงไม่มีทำเหมือนเดิม… แต่ก็เหมือนว่าจะเผื่อการศึกษาไปโดยปริยาย มีเวลามา focus on สิ่งที่สำคัญเช่นกัน เพื่อพ่อแม่พี่น้องและเพื่อนๆ ทั้้งที่รอด้วยความเชื่อมั่นกับทั้งผู้คนที่รอกระหน่ำซ้ำเติม
•    ค่าเงินบาทแข็งซะ ค่าเงินปอนด์ตกฮวบ แย่ตรงที่จ่ายค่าเทอมไปตอนที่มันแข็งๆ ยังเสียดายไม่หาย แต่ก็คิดซะว่าช่วงนี้ก็พอให้ shop ได้ด้วยการคำนวณราคาที่ถูกลง คิดแล้วสบายใจขึ้นเยอะ อิอิ
•    ฝีมือการทำอาหารพัฒนาไปถึงขั้นเป็น chef อาหารไทยในหมู่เพื่อนไปแล้ว.. งานหนักขึ้น ตระเวนปรุงให้เค้าชิมทั่วลอนดอน แต่ก็หนุกหนาน ได้เพื่อนกินเพิ่มขึ้น เพื่อนกินในวันนี้ที่อาจพัฒนามาเป็นเพื่อนตายได้วันข้างหน้า who knows?….
•    คนรักจะเป็นอิสระ แต่เหมือนอิสระของเราก็กะลังจะหมดไป 555 เพราะความล่องลอยที่คอยผลัดไม่อยากตอบ มันใกล้ถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจกันแล้ว ว่าพรุ่งนี้จะ  เปลี่ยนหรือคงเดิม..
•    เมืองไทยเปลี่ยนผู้นำไปอีกคน…คนแล้วคนเล่า ต่างไปจากปีที่แล้ว ก็ยังไม่รู้จะหมู่หรือจ่า แต่การเปลี่ยนแปลงก็ย่อมนำมาซึ่งความเจ็บปวดเช่นนี้ แต่ถ้าไม่เปลี่ยนก็ซ้ำซาก หวังว่ามันจะดีขึ้นซะที อย่างน้อยไม่สอยกันเองระหว่างคนไทยและคนไทยก็คงพอ
•    โลกยังร้อนขึ้น แต่ลอนดอนหนาวจวนจะขาดใจ ความหนาวที่ทำให้บางครั้ง ยะเยือกเย็นใจว่าโลกจะร่้อนจนน้ำแข็งละลายได้ยังไง ไม่จร๊ิงงงงง…555
•    ฯลฯ

ยังมีอีกหลายอย่างที่เปลี่ยนไป สิ่งนึงที่ไม่ขอเปลี่ยนคือการเป็นชั้นคนนี้ กับการมีอยู่ของผองเพื่อนณ.ที่นี้ และนอก space แห่งนี้ การไม่เห็นไม่ได้แปลว่ามันไม่มีอยู่ แต่ถ้าเพื่อนคนไหนแวะเข้ามาอ่าน ช่วยปรากฏกายด้วยคงจะขอบคุณมากมาย การที่เช้าตื่นมาแล้วเห็นว่ามีการส่ือสารจากทางไกล ไม่ว่าวิธีไหนก็ตาม มันห่มคนเหงาไกลบ้านให้อุ่นได้ดีกว่านอนกอดถุงน้ำร้อนซะอีก ;)

รักนะ แต่ไม่อยากแสดงออกอะ ชิ……
อยากให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มีความสุขกันจริงๆนะ ทั้งปีนี้ และปีต่อๆไป ปีหน้าจะได้ไปอวยกันต่อหน้ามั้ยหนอ ไม่อยากรับปาก แต่ยังรักเท่าเดิมแม้จะไม่เจอะกัน ใช่มะ :)
สวัสดีปีใหม่ทุกคน :)


15 comments January 1, 2009

..และแล้วราหูก็คายจันทร์…

หลังจากอยู่ร่วมหลังคาเดียวกันมาร่วมปี ความรู้สึกทั้งร้ายทั้งดีปะปนกัน ก็ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจกับการจากไปของเธอดี เธอมาบอกลาวันเดียวกันกับวันที่เธอจะย้ายออก คือบอกตอนเช้า แล้วย้ายออกไปตอนบ่าย ตอนเธอบอกว่าเธอได้บ้านใหม่ที่ดูแสนจะสมบูรณ์แบบสำหรับชีวิตไฮโซของเธอ ความรู้สึกแรงคืออึ้ง งง แล้วก็ เหงา แต่พอตั้งตัวได้ก็กลับมาทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ก็ทำให้อาการโล่งใจเข้ามาแทนที่ 555 เลวจริงๆกรู

ชีทำเรื่องช้ำๆเอาไว้กับชั้นมากพอๆกับนำ้ใจงดงามของชีนั่นแหละ ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับความไม่รับผิดชอบกับหน้าที่เอย ที่ปล่อยให้ internet ถูกตัดได้ทุกเดือน เพราะความละเลยไม่ชำระบิลของหล่อนให้ตรงเวลา อันนี้เป็นจุดเสียที่ทำความลำบากอย่างใหญ่หลวงให้กับชั้น แล้วยังจะเรื่องการล่วงเกินความเป็นส่วนตัวในทรัพย์สิน อาทิเช่น ข้าวปลาอาหารแห้ง แต่เรื่องนี้หลังๆดีขึ้นเยอะ รวมไปทั้งความเพี้ยนๆ กับการถามถึงความงามของหล่อนตลอดเวลา บางคราก็ขี้เกียจจะฟัง ยังไม่รวมเรื่องโกหกสร้างภาพที่หลังๆ มักจะจับได้คาหนังตาคำ

จากไปไม่วายสร้างปัญหาไว้กับเจ้าของบ้าน ให้ชั้นต้องมานั่งรับฟัง ชีย้ายออกโดยการไม่บอกกล่าวกับเจ้าของบ้านล่วงหน้า เพราะชีไม่ได้จ่ายมัดจำใดๆก่อนย้ายเข้ามาเหมือนชั้น เนื่องจากเจ้าของบ้านนั่นเป็นเพื่อนที่เรียนด้วยกันกับหล่อนที่มหาวิทยาลัย หลังๆหล่อนโทรไปขอย้ายไปอยู่ห้องใหญ่ที่ว่างอยู่ เนื่องจากปัญหาเรื่องจ่ายค่าเช่าเท่ากับชั้นแต่ห้องใหญ่ไม่เท่า ชั้นเองจำได้ว่าเมื่อชั้นย้ายมาใหม่ๆชีบอกเองว่าชอบห้องเล็กๆ เฮ้อ…คนเราเปลี่ยนกันได้ อันนั้นก็เลยไม่ถิืออะไร แต่ก็มีปัญหาอีกหลายอย่างที่เจ้าของบ้านเอือมระอากับหล่อน จริงๆเจ้าของบ้านเองก็หน้าเลือดไม่ใช่เล่น ก็ไม่ได้ว่าหมึกซะเต็มร้อยหรอกนะที่เคียดแค้น แต่เพราะความใสซื่อของหล่อนนั่นแหละ ที่ทำให้หล่อนโดนเค้าปิดบังความจริงบางอย่างเกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่ลอนดอนนี่ แต่ชั้นก็คิดว่าหล่อนน่าจะจบกับเจ้าของบ้านด้วยสันติ มิใช่ก่อไฟทิ้งไว้อย่างนี้ เพราะชั้นต้องมารับฟังเรื่องต่างๆเหล่านั้น เจ้าของบ้านยำ้กับชั้นว่าถ้าวิกกี้กลับมาเอาของที่เหลือให้โทรบอกเค้าดว้ย เพราะเค้าอยากจะเจอหล่อนเหลือเกิน ชั้นยังไม่รู้เลยว่าจะทำยังไงกับเรื่องนี้..

เรื่องความเชื่อคนง่ายและเป็นมิตรกับทุกคนอย่างไม่ระวังตัวของหล่อนก็แผ่รัสมีความซวยมาที่ชั้นด้วยอย่างจังๆ ซี่งได้แสดงผลออกมาให้ประจักษ์กันเมื่อสองอาทิคย์ก่อน เนื่องจากเพื่อนหล่อนที่ทำงานบริษัทประกันชีวิตโทรมานำเสนอโปรแกรมประหลาดในการทำประกันชีวิต โดยการบอกว่าจะโอนเงินเข้าบัญชีเราทุกเดือน แต่เราไม่มีสิทธื๋ใช้เงินนั้น ต้องสะสมไปเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นการทำการโฆษณาบริษัทซึ่งเพิ่งเปิดใหม่ชนิดนึง ชั้นก็เอะใจตั่งแต่ตอนนั้นแล้ว มันดูเป็นแผนการตลาดที่ประหลาดได้ใจ แต่ชีก็ยืนยันหนักแน่นว่าเป็นเพื่อนชีเอง ไม่มีปัญหาแน่นอน ก็เลยอะเอาก็เอาช่วยๆกันไป ทางบริษัทก็ส่งเอกสารมากมายมาที่บ้าน ชั้นเองก็ไม่มีเวลามานั่งศึกษาตัวเงือนไขอะไรก็เลยละเลยไม่ได้เซ็นใบตอบรับอะไรทั้งนั้น ทางบริษัทก็โทรตามตลอดเวลา เรียกว่า ยิกๆเลยยังได้ เราก็หงิดๆอีกแล้วว่ามันอะไรกันนักกันหนา สุดท้ายเค้าโทรมาขอเบอร์บัญชี บอกว่าจะโิิิอนเง้นเข้างวดแรกก่อนเลย แล้วค่อยส่งเอกสารมาทีหลัง ก็ไม่รู้ว่าอะไรตลใจให้บอกเค้าไปซะง่ายๆยังงั้น ก็ยอมรับว่าโง่นิดนึง แต่ด้วยเชื่อว่าเพื่อนหมึกคงไม่แนะนำสิ่งเลวร้ายให้เราเหมือนที่ชีพร่ำบอก..หลังจากนั้นสามอาทิตย์มีจดหมายจากทางธนาคารแจ้งว่ามีการโอนเงินออกจากบัญชีของชั้นเป็นจำนวน 80 ปอนค์ เพื่อจ่ายเป็นค่าประกันชีวิตให้กับอีบริษัทนั้นนั่นแหละ โดนกันทั้งสองคน หมึกหน้าเสียบอกกับเราเรื่องนั้นว่าชีไม่รู้เรื่องที่เพื่อนทำ แล้วก็ได้ทำการยกเลิกกับทางธนาคารแล้วอย่างเป็นทางการ แต่มันก็ไม่ทันแล้ว วันนั้นชั้นระเบิดเนื่องจากหลายอย่างทั้งตอนนั้นอินเตอร์เน็ตก็ถูกตัดเพราะความเหลวไหลของชีนั่นแหละ มันก็เลยไม่เอาแล้วเว้ยยย ชั้นไล่หล่อนออกจากห้องอย่างไม่มีเยื่อใย เราไม่พูดกันสองวันเต็มเนื่องจากชั้นไม่อยากจะพูดอะไรอีกแล้วบอกตรงๆว่าเหนื่อย จริงๆเรื่องเงินนั้นก็ไม่รุนแรงเท่ากับการที่อินเตอร์เน็ตถูดตัดในวันที่ต้องการหาข้อมูลทำงานอย่างจริงจัง คืนนั้นนอนไม่หลับเลย…

หลังจากคืนนั้นมาจนวันที่หล่อนย้ายออกก็ประมาณหนี่งอาทิตย์เท่านั้นเอง จุดนั้นอาจเป็นจุดที่ทำให้หล่อนตัดสินใจแยกจากชั้นไป เพราะชั้นแรงมากจริงๆ วันนี้ีเพื่อนคนใหม่มาอยู่แทนหมีกเป็นการชั่วคราว เค้าไม่วุ่นวายและมีมารยาท แต่ก็ทำให้บ้านเงียบมากจริงๆ เพราะไม่มีใครเข้ามาขอส่องกระจกในห้องชั้นอีกแล้ว ไม่มีใครกรี๊ดกร๊าดดีใจเวลาที่เราคุยเรื่องบ้าๆบอๆ ยอมรับว่าเหงาเหมือนกัน แต่ก็ไม่คิดว่าจะไปอยู่กับหมึกอีกแล้ว ชียังคงชวนบอกว่าที่บ้านนั้นมีห้องว่างอีกห้องนึง ถ้าสนใจก็ให้ย้ายไปอยู่ด้วยกันอีก ชั้นคิดในใจว่าไม่ดีกว่า อยากลองรู้จักคนอื่นดูบ้าง อาจจะดีหรือร้ายก็ไม่รู้ แต่ยังไงก็ได้เสี่ยงและเรียนรู้ พอแล้วกับหมึก ไม่อยากโดนราหูอมอีกแล้ววววว พอกันที….

16 comments November 5, 2008

Nottinghill Carnival

เพื่อนหมึกร่ำร้องอยากไปมาสองวันละ วันนี้เบื่อๆไม่มีอะไรทำก็เลยไปซะหน่อยก็ได้ อย่างน้องเราเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเหมือนกัน ไอ้ carnival เนี่ยมันเป็นยังไงน้าาาา

โชคดีที่จากบ้านเรานั่งรถสายเดียวก็ถึง nottinghill gate แต่ก็นั่งกันจนยานเชวหละ รถติดพอได้อารมณ์ เมื่อไปถึงก็เห็นฝุงชนมากมายหลั่งไหลกันมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ อิอิ…ที่ถนน notthinghill วันนี้ถูกปิดเพื่อให้ขบวน carnival ได้แห่พาเรดกันทั้งวันตั้งแต่เช้าจนค่ำ เราไปถึงประมาณ 2 pm. เวลากำลังดี คนก็เยอะพอสมควร สองข้างทางที่เดินเข้าไปจะได้ยินเสียงโห่ร้อง เป่าแตร นกหวีด แซงแซ่ไปตลอดทาง พร้อมทั้งกลิ่นอาหารที่พร้อมเสริฟอยู่ที่ข้างทางอีกมากมาย เพื่อนหมึกได้กลิ่นอาหาร ซึ่งน้ำย่อยหล่อนทำงานตามกลิ่น “Laila !! I’m hungry” นั่นงัย กูว่าแล้ว นี่ขนาดกินก่อนมาแล้วนะเนี่ย แต่ชั้นก็ทำเป็นไม่สนใจไม่ได้ยิน เพราะเสียงดัง 555

เดินลึกเข้าไปตรงบริเวณที่ขบวนพาเรดเดินผ่าน เลยไปหน่อยเป็นย่านอาหารนานาชาติ พาเรดยังมาไม่ถึง แต่กลิ่นอาหารจีนลอยมาเตะจมูกของเพื่อนชั้นซะแล้ว ชีมุ่งตรงไปยังแหล่งอาหาร คิวยาวเหยียด ราคาถูกupขึ้นจนแพงผิดหูผิดตา แต่ชีก็ไม่ลดละ ไปรอต่อคิว ทั้งควันไก่สะเต๊ะเอย กลิ่นน้ำมันทอดมันฝรั่งเอย โอยยยยย….

หลังจากขีได้อาหารมาอยู่ในมือเป็นที่เรียบร้อย ขบวนพาเรดก็ผ่านมาเหมือนแกล้ง ชั้นอยากดู บอกให้เดินไปกินไปชีก็งอแงบอกว่าไม่ได้หรอก ชั้นขอกินก่อน ชั้นเลยสวมวิญญาณนางมาร ทิ้งหล่อนไว้กับพวกหิวโซทั้งหลาย ชีมีเพื่อนกินมากมายบริเวณนั้นอยู่แล้วชั้นคิด 555 ก็มันอยากดูอะ มาที่นี่ก็เพื่อมาดู carnival นะ ไม่ได้มากิน แล้วชั้นก็วิ่งปรู๊ดไปที่แหล่งชุมนุม

งานไม่ใหญ่มากเหมือนที่ Brazil , Swiss หรือ Spain แต่ก็พอเติมสีสันให้เมืองอึมครึมคึกคักขึ้นมาได้เหมือนกัน สังเกตเห็นคนดำทั้งนั้นทีมาเดิน เล่น เต้น ร้อง กันอยู่ในขบวน เพื่อนหมึกตามาสบทบด้วยอาการงอนนิดหน่อย แต่ชีก็หายได้ด้วยตัวเอง (อันนี้เป็นข้อดีของเธอ รู้จักปรับตัวให้เข้ากับชั้น 555) แต่กว่าชีจะมาถึงขบวนหวือหวาต่างๆก็ผ่านไปหมดแล้ว เหลือแต่รุ่นธรรมดา ไม่โป๊ ไม่เปลือย ไม่แรง เท่านั้นเอง…

ชั้นก็เพิ่งได้ความรู้ใหม่จากเพื่อนหมึกว่า สาวชาว Jamaican เนี่ยเป็นชาติที่สามารถส่ายสะโพกได้อย่างไม่เกรงใจใครจริงๆ เป็นความสามารถที่สืบทอดมาทาง Specie โดยแท้ น่าทึ่งมากๆ เหมือนร่างจะแยกเป็นสองส่วน ยังไงยังงั้น แต่ยังคงเต้นได้ตลอดเวลา

เพลิดเพลินไปกับการเห็นสีสันความบันเทิงสำหรับวันนี้ เอารูปมาอวดด้วย เพื่อนหมึกร้องให้ถ่ายรูปหล่อนตลอดเวลา แต่โทษที ชั้นมันพวกย่ิิงว่าเหมือนยิ่งยุ ยิ่งอยากให้ถ่ายกรูไม่ถ่ายให้หรอกชิ 555 เลวมะ ยังไงไปดูรูปกันดีกว่า :)

> ร้านขายเครื่องสร้างเสียงรบกวนข้างทาง

> ผู้คนหลั่งไหล

> รมควันหน้าร้านอาหารจีน

> หิว หิว หิว

> ตื่นตาตื่นใจ

> ชุดกระชากใจ เนื่องจากไม่สวมใส่อะไร โชว์เนื้อหนังดำขลับ ตะปิ้งที่ปิดไว้ยังสงสัยว่าแปะไว้ด้วยอะไรอะ ชั้นชอบบบบ

> เห็นแล้วคิดถึงน้องกระเทยที่คณะ งานอย่างนี้บ้านเราคงมีแต่หญิงเทียมมาร่วมงาน

> นกยูงรำแพน

> สาวนี่เดาได้เลยว่า Jamaican

> อันนี้มาเป็นทีมสนุกกันใหญ่

> อยากขอขึ้นมั่ง เพราะบางครั้งมองไม่เห็นอะไรเลย

> แฟชั่นหล่อนเหลือรับประทาน 555

30 comments August 29, 2008

สวรรค์ล่มที่ Reading

ความซวยไม่เคยปราณีฉ้านนนน….เรื่องความฝันของหญิงวัยกลางคนที่อุตส่าห์อดทนเฝ้ารอวันที่ฝันจะหวานดังใจ เพราะจะได้มีตังค์ใช้ซื้อความสวยงามชดเชยให้กับความอับเฉาของวันเหงาๆหลังสอบ…แต่อย่างท่ีบอกว่าสวรรค์ไม่มีที่ว่างสำหรับผู้หญิงชื่อไลลา…

เมื่อประมาณเดือนที่แล้ว เพื่อนสาวที่เพิ่งมาจากเมืองไทย เพื่อมาเรียนต่อ ปริญญาเอก ที่ Reaading (เมืองที่อยู่ห่างไกลลอนดอนออกไป ประมาณ 1.20 ชม. โดยรถไฟจาก Waterloo, อีกแล้วครับเพื่อน 555) ฮัลโหลมาถามว่าอยากทำงานมั้ย ขายอาหารจีนที่งาน Music Festival ที่ Reading เป็นงาน concert สามวันสามคืน มีวงดังๆมากมายมาแสดง แถมบัตรแพงน่าดู 150 ปอนด์ได้มั้ง รู้เท่านั้นแหละ แค่นั้นก็ช่วยให้คัดสินใจได้ไม่ยากเลย แถมเวลาก็พอเหมาะพอเจาะ เนื่องจากหลังสอบคิดอยู่ว่าอยากจะหาอะไรทำที่ได้เงินเห็นๆ ที่สำคัญเพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่านช่วงที่ผลสอบยังไม่ออก แต่หัวใจคนสอบออกไปอยู่รอที่ตาตุ่มแล้ว “อืมมม..ไกลนะ เอาเหรอ คุ้มมั้ย คิดดีๆนะไลลา” “โอ้ยยยย…. ดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆน่า 5 ปอนด์ต่อชั่วโมงก็เอา (ถ้าทำหลายชั่วโมงก็โออยู่) “ไปๆ จองไปเลยนะอ้อม เราจะทำทั้ง 6 วันเลย” คืองานเค้ามี 3 วัน ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ แต่ช่วงก่อนหน้านั้นกำลังสำคัญคือการเตรียมของที่จะขายวันงาน ก็พวกอาหารนั่นแหละอารามงกเงอะ ชั้นเลยสะเออะจองทุกวัน กะว่าหวานๆ ได้กระเป๋าใหม่สักใบก็ยังดี อิอิ….

หลังสอบก็เตรียมตัวเตรียมใจ เนื่องจากไม่รู้ได้เลยว่า งานจะเป็นแบบไหน แล้วไหนจะเรื่องเดินทาง ถ้าไปกลับทุกวัน วันละ 14.50 ปอนด์ ก็เยอะอยู่ แต่ก็เอาเหอะ ยังเหลืออีกเป็นร้อยๆ เช้าวันนี้ วันที่ 19 สิงหา วันแรกของงาน โทรนัดกับพี่ที่เค้าเป็นคนติดต่อประสานงานเรียบร้อย เค้าบอกว่าถ้าได้เวลาแน่นอนแล้วจะเมล์มาบอกให้รอเช็คด้วยนะคืนวันจันทร์หลังเที่ยงคืน ลางมันก็มีให้เห็นอยู่แล้วตั้งแต่แรก แต่ดันมองข้าม ก็ตั้งแต่กลับมาจากสอบเมื่อวันเสาร์ internet เจ้ากรรมก็โดนตัด เนื่องจากเพื่อนหมึกเจ้าปัญหามีเรื่องคาใจกับเจ้าของบ้าน ยังไงไม่ทราบได้ ผลร้ายมาตกอยู่ที่นังไลลาเนี่ย “เน็ทหนูไม่มี..พี่ขา text มาบอกหนูทีนะคะว่ากี่โมง เพราะคงต้องออกแต่เช้ามึดอะคะ” พี่เค้าก็รับปากเป็นมั่นเหมาะ เวลานัดเดิมคือ 8 โมงเช้าที่ Reading station ซึ่งชั้นต้องออกเดินทางโดยจับรถไฟเที่ยว 6.20 จาก Waterloo ก็แปลว่าคุณไลลาต้องแหกขี้ตาตื่นตอนตีห้าอีกแล้วหละซิ เอาวะ นอนมันแต่หัววันเลย ห้าทุ่มข่มตาหลับ มันก็ยากแสนเข็ญเนื่องจากมันไม่ชิน..สรุปว่ากว่าจะเข้าระดับหลับลึกก็น่าจะประมาณ เกือบตีหนึ่งได้…พอตีสี่เพื่อนหมึกเคาะประตูปลุกอย่างไม่สนใจความขุ่นเขืองของเจ้าของห้อง เนื่องจากชีต้องการขอยืม printer เพื่อปรินท์ ตั๋วเดินทางให้เพื่อนหมึกของเธอซึ่งจะเดินทางกลับไนจีเรียในเช้าวันนี้เสียด้วย เวรรรกรรมอะไรของชั้นนน…. เหมือนที่คิดไว้ไม่มีผิด “ซื้อก่อนซวยก่อน” ก็ต้องแหกขี้ตามาปรินท์ให้มัน จะด่าก็นึกไม่ออก มันง่วงเกินกว่าจะคิด พอปรินท์เสร็จ ก็ไล่มันออกไป กลับมาข่มตาตัวเอง เพื่อขอต่ออีกสักชั่วโมง แต่น่าเศร้า ดูเหมือนมันจะทำไม่ได้ซะแล้ว หนังตาหลับแต่สมองตื่น สรุปว่านังไลลา ตื่นดีสี่เพื่อไปทำงานคะ พ่อรู้ภูมิใจตายเลย..

มาถึง Reading ประมาณ 7.40 มาก่อนเค้าจะได้เห็นว่าตั้งใจจริง แต่…..8 โมงก็แล้ว 8.30 ก็แล้ว ไม่เห็นแม้แต่แววเงาของพี่เจ้า…..textไปเช็ค ก็ไม่ตอบกลับ…โทรไปจิกเพื่อนใหม่ที่จะได้ไปทำงานด้วยกัน เกรงจ้ายยยย….เกรงใจ แต่ไม่รู้จะพึ่งใครจริงๆ หลัวจากนั้นลองโทรหาคุณพี่ที่เค้าติดต่อประสานงาอีกที คราวนี้ชีรับ แต่สิ่งที่เธอบอกหักอกอีแป้นเป็นเสี่ยงๆ “คืองานเค้ายังไม่เรียบร้อยอะคะ งานของน้องผู้หญิงน่าจะเริ่ม ประมาณ บ่าย 3″ “อ้าววววว..แล้วไม…มึงไม่บอกกรูตั้งแต่เมื่อคืนนนนน” คิดในใจ ปากบอก “ไปไม่เป็นไรคะ รอแล้วกัน…” ทั้งปี ระหว่างที่นั่งรอเพื่อนสาวมาต้อนรับ ใจก็ยังนึกทบทวนว่า กลับดี-ไม่กลับดี อยู่หลายตลบ เพราะใจมันรู้สึกตะหงิดๆละว่ามันจะไม่ลื่นเรียบเหมือนดังฝัน แต่ว่าไหนๆก็เสียตังค์มาแล้ว ลองกันดูสักตั้ง แล้วกัน…

นั่งอยู่ไม่นานเพื่อนใหม่ก็โผล่หน้าหมวยๆ มาต้อนรับ เธอชื่อ เล็ก (พริกขี้หนู) เป็นโคลนนิ่งป้าไก่ตอนสาวแน่ๆ 555 เหมือนมากๆ มีพลังมากมายในการเมาท์ วันนี้ทั้งวันเลยเพลินไปกับการเรียนรู้จักเพื่อนใหม่ที่คิดว่าน่าจะเป็นเพื่อนกันได้อีกคนในประเทศนี้ เล็กพาชม Reading อย่างถ้วนทั่ว พาทัวร์พลาซ่า ซุปเปอร์ และร้านกาแฟ 555 คุยสนุกเพลิดเพลินจนได้เวลานัดบ่าย 3 โมง เดินกลับไปรอพี่เจ้าตัวดีที่สถานี แต่ก็ยังไม่มีวี่แววพี่เจ้าเหมือนเดิม เจอแต่น้องสาวน่ารัก เป็นนักเรียนไทยที่มาเรียน Fashion Design ที่ Birmingham ได้สองปีแล้ว อีกทั้งน้องนางยังร่วมทำงานกับร้านอาหารนี้มา 2 ปีติด น้องอธิบายงานคร่าวๆ แต่เรื่องราวที่น้องบอกไม่ได้ตรงกับข้อมูลที่ได้รับมาจากพี่เจ้าแม่แต่น้อย…งง…เซ็ง…ลังเล…แล้วชั้นจะหาคำตอบจากใครได้บ้าง น้องสาวเลยบอกว่าไปถามจากพี่อีกคนที่เป็นเหมือนลูกน้องสายตรงของตาลุงเจ้าของร้านเลยมั้ย น้องเค้าจะไปพอดี เล็กตัดสินใจหนักแน่น “ไปๆ จะได้รู้กันไปว่าจะยังไง” ขณะที่นังไล ยัง งง อยู่เลย เล็กเฝ้าบอกชั้นตั้งแต่แปดโมงเช้ามาแล้วว่า “ทำเหอะอย่าให้เสียตังค์เปล่าๆ ไหนๆก็มาแล้ว” ก็จริงของเล็ก เอาไปก็ไป…

น้องพาเดินลัดเลาะหรือแถวบ้านเรียกอ้อมนั่นเอง 555 ตามถนนที่ฝนเจ้ากรรมตกกระหน่ำลงมาเหมือนแกล้ง เอ่อหรือว่าเตือนว่าอย่าไปเลยก็ไม่รู้ สุดท้ายฝนก็แพ้ความกลัว…จน…ของชั้นกับเล็ก เราเผลอขึ้นรถนังหัวหน้าสายตรงอย่างตัวลอยๆ เหมือนโดนยา เนื่องจากไม่มีการพูดจาทักทาย ก่อนขึ้นรถท่ามกลางสายฝนพรำ หล่อนเพียงชายตาผ่านดั้งจมูกที่แบนราบชนิดสามารถบอกถื่นฐานบ้านเกิดอย่างไม่ต้องเดา มาที่พวกเราแล้วพูดคำเดียว “ขึ้นรถซิ (ยะ)” ชั้นหงิดๆตั้งแต่ตอนนั้นและ คนอะไร้…ไม่สวยแล้วยังไม่มีรู้จักทำตัวให้มันน่ารักน่าใคร่ หน้าตาทะมึงทึง (เหมือนเพิ่งพบว่าสามีหย่อนสมรรถภาพ) วาจาพาที(น่าพาไปฝังกลบสักที สองที) ไปถึงลานจอดรถเพื่อรับบัตร staff ผ่านเข้างาน ในใจชั้นกับเล็กตอนนั้น เราแค่อยากรู้ว่าถ้าจะมาเริ่มทำวันพรุ่งนี้หรือว่าทำแค่เสาร์-อาทิตย์ จะมีปัญหามั้ย แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไร สายข้อมือเข้างานก็มาสถิตย์ที่ข้อมือของสองเราแล้ว นังหน้าตูดยัดเยียดหน้าที่ให้เราเข้าทำงานวันนี้อย่างที่เราก็งงๆ สุดท้ายเราก็เลยต้องบอกว่าเราไม่ได้ตั้งใจจะทำวันนี้ อยากจะมาถามรายละเอียดให้เรียบร้อยก่อน เท่านั้นแหละะะะะ คุณเอ้ยยยยยย…ชีเขวึ้ยงค้อนปอนด์ ใส่หน้าเราหนึ่งที ก่อนพูดกับเราอย่างมะนาวเน่าว่า “แล้วมาบอกอะไรตอนนี้ ทำไม ไม่บอกก่อน..ชั้นจะได้ไม่เอาบัตรผ่านให้พวกเธอ ไม่รู้หละเธอต้องเข้าไปบอกกับเจ้าของร้านเอาเอง ว่าจะไม่ทำ ไม่งั้นชั้นก็โดนด่าอยู่คนเดียว” เล็กพยายามจะอธิบายแต่แม่นางเธอท่าทางจะลืมสมองไว้ที่บ้านเกิด หล่อนจึงไม่สนใจรับฟัง แล้วเดินหนีไปจากไป….ชั้นกับเล็กตัดสินใจได้อย่างพร้อมกันแบบไม่ต้องนัดหมาย “ไม่ทำละนะ ไม่ว่าจะวันไหนก็ตาม…” ถอดสายข้อมือคืนน้องเค้าไปอย่างหงุดหงิด พร้อมบอกลา

เราลาจากเงิน 300 ปอนด์ที่คาดว่าสายตัวจะขาดตั้งแต่ 150 ปอนด์แรก แล้วเดินจากมาอย่าง เซ็ง..งง..หงุดหงิด..ขุ่นเคือง.. ยังไม่เริ่มงานก็กดขี่กันแล้ว ถ้าไปทำแล้วมันชี้หน้าด่าแม่ชั้น ชั้นจะทนไม่เอาฝาหม้อฝาดกระบาลมันได้งัย ดังนั้นชั้นว่าการต้ดสินใจของเราครั้งนี้ถือเป็นมติ…

เล็กเดินกลับมาส่งที่สถานี นั่งรถกลับบ้านพร้อมความว่างเปล่าในกระเป๋า ไม่มีเงินใหม่เข้ามา แถมเสียเงินเก่าไปอีก รถไฟก็ดันมาเสียเวลาหลีกที่กลางทางซะอีก เอ้อ…มันมีแย่กว่านี้มั้ยเนี่ย..แต่จะว่าไปก็ใช่ว่าจะไม่ได้อะไรกลับมาจากการเดินทางครั้งนี้เอาเสียเลยนะ อย่างน้อยๆก็ได้เรียนรู้ว่า คนไทยนี่แหละที่ชอบกดขี่กันเอง ยังจำได้ดีเมื่อครั้งไปสมัครงานกับเพื่อนหมึกที่ Arsenal เค้าปฏิบัติกับเราเสมือนกับคนที่มาสมัครตำแหน่ง manager แม้จะแต่ retail assistance แล้วนี่คนไทยด้วยกันแท้ๆ น้ำจิตน้ำใจมันเอาไปลืมไว้ไหนกันวะ ไม่เอาอีกแล้วงานที่ต้องทำร่วมกับเจ้าของคนไทย เข็ด…หลาบบบบ…

ที่สำคัญลืมเสียไม่ได้ว่าอันที่จริงเงิน 14.50 ปอนด์ แท้จริงไม่แพงเลยกับการได้มาซึ่งเพื่อนใหม่ เพื่อนที่คุยกันนำ้ไหลไฟดับแม้เพิ่งพบปะกันแค่เพียงครั้งแรก ได้เพื่อนเพิ่มในวันสวรรค์ล่ม ต้องขอบใจพรหมลิขิต ที่วันนี้กลายเป็นวันพบญาติของคนไทยไกลบ้าน ไม่ได้พูดไทย แบบที่ขอเรียกว่า พ่น น่าจะเหมาะกว่า ก็ไม่ได้หยุดเลยตั้งแต่ 9 โิมงเช้า ยัน 5 โมงเย็น คิดดูดิ แต่ก็สนุกดีหวะ ขอบใจนะ เล็ก หายคิดถึงป้าไก่ไปเยอะเลย 555

13 comments August 20, 2008

ผิดหวังซ้ำๆ ที่ Arsenal…

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อวันที่ฟ้าไม่สดใส เพื่อนหมึกหม่นหมองเนื่องจากเงินไม่เข้าบัญชี ไม่มีตังค์จ่ายค่าบ้าน ค้างเจ้าของมาหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ ยัยเจ้าของก็โทรถามตามจิกไม่ย่อท้อ เพื่อนหมึกนั่งหน้าหม่น ซึ่งปรกติก็หมองอยู่แล้ว อยู่ในห้องมืดๆ เงียบเชียบบบบ……..

แต่ก็ได้ไม่นาน ชีก็ลั้ลลามาบอกว่า “ชั้นเพิ่งสมัครงานไปเค้านัดไปสัมภาษณ์ พรุ่งนี้ ไปด้วยกันมั้ย” เอ่อ “งานอะไรหละเธอเอ้ยยย”ชีบอกว่า “retail assistance” อืมมม “นั่นมันก็เด็กเสริฟใช่มัย” ไม่ต้องมาเรียกหรูเลย เธอก็ร้องลั่นบอกว่า “ไม่ช้ายยย ไม่ใช่ มันเป็นงานชั้นสูงกว่านั้นประมาณครึ่งชั้น” เออ เอาไปก็ไป ไปที่ไหนละ………..แต้แนนนนน…….Arsenal Stadium งัย

กว่าจะมาถึงสนามบอลเล่นเอาเกือบบีบคอนังดำนี่ให้ได้ ไม่มีเล้ยยยยสักครั้งที่ชีจะไม่นำไปผิดทาง เหมือนฟ้ากลั่นแกลังให้รถสายประจำที่เคยนั่งมีอันต้องเปลี่ยนเส้นทาง แล้วนี่ก็เป็นเหนือสุดของลอนดอนเท่าที่ชั้นเคยไป ถ้าไปรถไฟใต้ดินจะเร็วและง่ายเพราะสายเดียวถึง แต่มันแพงก็เลยลองนั่งรถเมล์กันดีกว่า นั่งจากหน้าบ้านไปต่อที่ สะพานลอนดอน นั่งตะลอนไปออกทางเคมเด็นทาวน์ ทะลุออกไปทางเหนือนิดนึง (จริงๆก็คือตรงบ้านที่น้องสาวจากสวิสฯมาอยู่เมื่อเดือนก่อนนั่นเอง) ชั้นว่าอันที่จริงลอนดอนเนี่ยเล็กมากนะ เพราะมองจากในแผนท่ีแล้วคิดว่าน่าจะใช้เวลานานกว่านี้ แต่พอเอาเข้าจริงก็ไม่ได้ไกลเลย จากเหนือลงใต้สุดไม่น่าเกิน สองชั่วโมง ลองเทียบจาก อ่อนนุชไปบางพลัด น่าจะพอๆกัน อิอิ…

ลงที่หน้าสถานี Arsenal เลย แต่อีตึกที่เค้าแจ้งไว้ในใบนัดมันไม่ใช่ตรงนี้ ก็เลยเดินมึนๆถามคนนั้นคนนี้ บางคนบอกให้นั่งรถไป  บางคนบอกให้เดินไป งงกันใหญ่ สุดท้ายเดินไปถามพี่ผู้ชายผิวเดียวกัน (ดำนั่นเอง) ต้องร้องจ๊ากกกก เมื่อพี่ผู้นั้นเป็นชายในร่างหญิง ใช่แล้ว เป็นทอมแก่ นั่นเองเห็นแล้วคิดถึงพี่ที่ออฟฟิตเก่าเลย 555 เธอเป็นทอมร่างใหญ่ หัวสกินเฮด เกิดมาเพิ่งเคยเห็นทอมดำ ยัยเพื่อนหมึกชั้นก็สอบถามไปสอบถามมา พี่ทอมบอกว่าให้ขึ้นรถ เดี๋ยวจะขับไปส่ง ว้ายยยยยยย นังนี่มีเสน่ห์กับคนดำทุกเพศทุกวัย 555 แต่ตอนนั้นใจชั้นบอกว่า อย่าขึ้นแกน่ากลัวจะตาย แต่ไม่ทันการ เพราะนังเพือนหมึกขึ้นไปเสนอหน้าเป็นตุ๊กตาหน้ารถอยู่แล้ว ชั้นก็ต้องขึ้นไปโดยปริยาย นั่งตัวลีบติดขอบประตูเลย กะว่าถ้ามีอะไรกูโดดออกก่อนเลย พี่ทอมก็นั่งจีบนังดำเพื่อชั้นไป ฟังเพลงเร๊กเก้ไปตลอดทาง ถามกันไปถามกันมา ดั้นนนน…..เป็นคนบ้านเดียวกันกับนังหมึก 555 สุดท้ายก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า ขอบคุณเสียงดังๆ ที่พี่ทอมแสนใจดีขับไปส่งถึงหน้า stadium อย่างสบาย ไม่ร้อน ไม่เหนื่อย เอ้ออออ….

มาถึงหน้า Emirate stadium ทนไม่ได้ต้องชักรูปสักหน่อยไปอวดพ่อ เพราะทุกครั้งที่โทรหาพ่อจะลุ้นให้ไปดูบอลที่สนามอย่างนี้ให้ได้ทุกที คงเป็นความฝันของแกอะ 555 เข้าไปนั่งรอคิวสัมภาษณ์ เค้าถามเรื่องเอกสารต่างๆ เราก็นำมาครบ แต่เค้าดันถามหา references  ซึ่งชั้นไม่มีใครที่จะมาเป็นได้ โทรหาเพื่อนเพื่อน เพื่อขอเบอร์โทรของคุณครูภาษาอังกฤษที่เคยเรียนเมื่อครั้งก่อน เพื่อนก็ไม่รับ ไม่มีใครตอบกลับ สุดท้ายก็เลยหมดสิทธิ์ในการสัมภาษณ์ไป น่าเสียดาย เซ็งสุดๆ เพราะไอ้รายชื่อ references เนี่ยเค้าไม่ได้บอกให้เตรียมมาด้วย ไม่งั้นเราก็หาได้อยู่แล้ว เซ็งมาก ไหนจะต้องมานั่งรอนังเพื่อนหมึกเข้าไปสัมภาษณ์ อีกเป็นเวลาสองชั่วโมงอะ แล้วอีตอนที่นั่งรออยู่เนี่ย เพื่อนๆที่ส่งข้อความไปขอความช่วยเหลือก็ส่งกลับมากันพัลวัน แต่มันไม่ทันแล้วงัยเพื้อนนนนน……แล้วขอโทษสองชั่วโมงผ่านไป นังหมึกเดินยิ้มร่าออกมา มันได้งานครับท่านผู้ชม โหยยย ดูดิชิวิตชั้น ซวยกว่านี้มีอีกมั้ย ไปสม้ครงานเป็นเพื่อนมันทีไร มันได้งานทุกทีอะ แต่ชั้นไม่เค้ยยย ไม่เคยยยย…….

ขากลับ นั่งนี่ก็นั่งหน้าบานมาตลอดทาง แต่ชั้นอะหน้าหุบเป็นดอกบัวตูมเลย ไม่ใช่เพราะเรื่องงานอีกต่อไป คือว่าขึ้นมาบนรถเมล์งัย แล้วก็นั่งหลังคนขับเลย เพราะที่อื่นมันเต็ม นั่งไปได้สักพักก็ได้กลิ่นกายชายเหงื่อๆโชยมา ก็นึกว่าพวกที่ขึ้นมาใหม่ เหม็นมากกกกอะ ชวนเวียนหัวเลย นั่งไปเรื่อยๆ กลื่นก็ไม่จางลงเลย ทั้งที่ข้างหลังก็ไม่มีใครนั่งแล้ว ก็เริ่มหงิดๆละว่ามันเป็นของใครกันแน่ จนกระทั่งมีผู้หญิงคนนึงเดินขึ้นมาบนรถ แล้วแสดงท่าทางชัดเจนมาก ชีร้องยี้ แล้วเอามือปิดจมูก ทำอย่างงี้เลยตอนที่จ่ายค่าโดยสารอะ เลยมั่นใจได้เลยว่า เป็นของคนขับนั้นเอง นังเพื่อนหมึกผู้โชคดี นั่งริมหน้าต่างเลยไม่ได้กลิ่น กูจะเป็นลมแล้ว เลยต้องพยายามหาช่องทางย้ายที่นั่ง แต่กว่าจะได้ที่นั่งใหม่ร่างกายชั้นก็รับเอาสารร้ายมาหมักหมมซะเต็มแล้ว คิดดูดิว่าดั้นนนนโชคดีที่เจอสายรถเมล์ที่นั่งจาก Arsenal เกือบถึงบ้านเลยอะ แต่ไมมันต้องโชคร้ายมาเจอคนขับเจ้ากรรมนี้ด้วยก็ไม่รู้ แสบจมูก ไม่รู้ทางเดินหายใจอักเสบหรือป่าว แต่ที่แน่ๆเวียนหัวจะเป็นลมอะ….

สรุปว่า ไม่ได้อะไรเลยวันนี้ นอกจากสารพิษ แล้วยังเสียค่ารถเมล์ รวมกับค่า Mc ที่ไปนั่งกินระหว่างรอนังเพื่อนด้วย หนังสือก็ไม่ได้อ่าน-เรียน เซ็งงงงงงงงงงงงงง…….โว้ย

> หน้าโลโก้ปืนใหญ่ Arsenal ก่อนไปผิดหวัง

> กับเพื่อนหมึกบนรถเมล์ ลั้ลลามากๆ เหม็นจะตายมันยังจะถ่ายอยู่อีก 555

21 comments August 9, 2008

Birthday p’Tiger :)

แด่ป้าเสือฯ เหลือร้าย มากมายอายุขัย 555
อวยพรกันอีกรอบ อวยกันมาก็หลายรอบปี  แล้วก็ยังจะอวยกันอยู่ร่ำไป
หวังว่าจะอวยกันไปอีกนาน แสนนาน 555

เป็นพี่สาวที่มีความอดทนสูง ที่สู้อุตส่าห์อดทนคบกันมานานหลายปี (ว่าแค่กี่ปีแล้วอะพ่ี จำไม่ได้) เราไม่ถามเนอะว่าพี่อายุเท่าไหร่ เพราะอาจเลิกคบกันได้ด้วยคำถามนี้

มีความสุขมากๆนะคะพี่เสือฯ มีเรื่องเหนื่อยหนักอะไรก็บอกกันนะคะ ไม่ได้จะช่วยอะไรแค่อยากเมาท์ 555 ไม่เล่นละ รักนะป้าเสือ อยู่ด้วยกันนานๆ แข็งแรงทั้งกาย-ใจนะคะ แล้วจะกลับไปอวยด้วยตัวเอง ปีนู้นนนนนนนนน นานหน่อยแต่ไปแน่ รับรอง

รัก รัก อยากกินเค้ก
น้องบอย บีทเทิ้ลลลลล :D

ปล. รุ่นเราต้อง  The Beatles เท่านั้นคะ 555

56 comments July 27, 2008

ผมสวยด้วยมือเรา

อ่านเรื่องอาหารกันมาก็นานแล้ว ทำน้ำหนักขึ้นมาก็ไม่น้อย คราวนี้มาลองดูอะไรที่มันไม่เจริญอาหารกันมั่งดีกว่า 555 เรื่องของเรื่องก็คือ เพื่อนหมึกคะ ชีร้องบอกว่าสองวันแล้วว่าขอช่วยหน่อย เธออยากจะ fix her hair อะคะ

ท้าวความนิดนึงเรื่องที่มาของผมสวยๆของสาว african นั้นล้วนมาจาก wig ทั้งสิ้น เคยเห็นตามท้องถนน บางคนยาวถึงตูด บางคนกุดขอดหัว มีหลากหลายสไตล์หลากหลายทรงให้เลือกหา ถ้าที่มันสวยงามเหมือนจริงมากๆ ราคาก็มากตามไปด้วย เป็นเรื่องธรรมดา คราวก่อนเพื่อนหมึกชั้นไปทำมา ยาวประบ่า บ๊อบทองอร่ามตา เสริมหน้าให้โดดเด่น เธอดูสวยขึ้นทันตาเห็นแค่เพียง ครึ่งวันที่เธอหายไปที่ร้านทำผม แอบสอบถามราคามาทำเอาตกใจ จนอยากเปลี่ยนอาชีพไปเป็นช่างทำผมสาว african ทันที เพราะแค่เพียงเท่านั้นเธอจ่ายไปถึง 70 ปอนค์ แล้วไอ้ 70 ปอนด์เนี่ย อยู่ได้แค่ 1-2 เดือนเท่านั้น แล้วก็ต้องเปลี่ยนใหม่อีก เพราะกาวจะหมดอายุ แล้วร่วงหล่น น่าหลอกหลอนเป็นที่สุด โอยยยยยย…..ครั้งนึงเคยเหยีบโดนท่อนผม dread-rock ของเธอที่ร่วงหล่นในห้องนำ้อย่างยังเอิญ กรี๊ดซะ…หัวใจเกือบวาย….มันหยะแหยงบอกไม่ถูกอะ เพื่อนๆ :(

กลับมาเรื่องทำผมกันต่อ เมื่อชั้นร้องตกใจกับราคาแล้ว เผลอหลุดปากไปว่าอยากเป็นช่างทำผม เธอจึงได้โอกาสบอกว่าอยากลองทำดูมั้ยหละ มีหัวทดลองมาให้ลอง เอ๊าๆๆ แล้วจะพลาดได้ยังไงหละ ฮิ้วววว….หัวนั้นคือหัวน้องสาวเธอนั่นเอง ชีกลับมาพร้อมเพื่อนหมึก เพื่อมาท่องเที่ยว london หนึ่งเดือน จึงได้เวลาเปลี่ยนหัว เอ้ยยย ผม

ขั้นแรก เธอต้องถอดผมเก่าออกให้หมดก่อน มันเป็นช่วงเวลาที่ชั้ันมีความสุขที่สุด เพราะเบื้องหลังผมสวยงามที่เคยเห็นมันคือสัปรดเราดีๆนี่เอง ไม่เชื่อดูที่รูปซิ

> รูปนั้นเป็นรูปหลังถอดผมเก่าออกจนหมดเหลือแต่ผมจริงๆ ที่ซ่อนไว้ ฮามั้ยหละ

หลังจากถอดผมออกหมดแล้วต้องพักปล่อยหัวให่้เบาสบายเป็นเวลาหนึ่งวัน แต่เพื่อนหมึกชั้นเคยปล่อยอยู่อย่างนั้นร่วมสัปดาห์ ติดดูสิว่าฮาขนาดไหน ยิ่งตอนตื่นนอนใหม่ๆนะ โอยย ฮากระจาย

เอาหละมาเริ่มทำผมกันเลยดีกว่า พวกหล่อนซื้อผมปลอมมาจากร้านผมสาว african ที่มีให้เห็นทั่วไปย่านบ้านชั้นเอง อย่าลืมเลือกสีให้เข้ากันกับผมจริงที่มีอยู่ด้วยหละ เมื่อเตรียมหัว เตรียมผม แล้วก็เตรียม hairdryer เอาไว้ด้วยเพราะต้องใช้สำหรับเป่ากาวให้แห้งเร็วๆ ผมที่เราจะทำในวันนี้เป็นรุ่นง่ายท่ีสุดเนื่องจากเป็นผมเกล้า คือเธอจะต่อผมเพื่อเวลาเกล้าจะเห็นผมปลอมสลวยเป็นหางม้านั่นเอง

1. แบ่งแยกผมออกเป็น layer ตามผมเดิมที่มีอยู่ไล่จากหูข้างหนี่งไปอีกข้างหนึ่ง หรือเรียกว่าตามขวางนั่นเอง

2. วัดความยาวของผมตามขวาง ตัดเอาความยาวที่ต้องการ แล้วนำผมปลอมไปหยอดกาวพิเศษสำหรับติดผมโดยเฉพาะ กลิ่นเหม็นเหมือนแพปลาไม่มีผิด เอ่อๆๆ

3. เอาผมที่ทากาวมาแปะที่โคนผมจริงอย่างตั้งใจ ระมัดระวัง
4. ตามด้วยสเปรย์ไล่ตามอย่างรวดเร็ว และฉุ่มช่ำ เนื่องจากน้ำยาที่สเปรย์จะทำปฏิกิริยากับกาว เพิ่มความแข็งแรงทนทาน
5. เป่าตามด้วยความร้อนจาก hairdryer เพื่อให้กาวแห้งอย่างรวดเร็ว
6. ทำซำ้อยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเต็มหัว

เธอเว้นผมด้านหน้าเอาไว้เนื่องจากวิธีนี้ไม่สามารถต่อที่ด้านหน้าได้เพราะมันจะไม่งามอย่างแรง และเพื่อโชว์ความเป็นธรรมชาติอีกนิดนึงด้วย

7. เกล้าแล้วจัดแต่งให้สวยงามด้วยน้ำมัน และเครื่องประทินผมทั้งหลายทั้งปวงที่มี

> ลองเอามาแปะดู ตลกดีเพราะมันคนละสีกัน พวกหล่อนเชียยร์ให้ทำทรงนี้กันใหญ่ สงสัยอยากลองกาวบนหัวเรา ฝันไปเหอะ เค้าไม่กล้าเสี่ยงหรอกตะเอง 555

เป็นประสบการณ์ที่ประหลาด แต่ก็น่าประทับใจ สำหรับชั้นเพราะมันแตกต่างกันอย่างมาก เส้นผมพวกเธอหน้าและแข็งแรง รุ่นลากรถได้อะ เพราะการหวีการเแปรงแต่ละครั้งล้วนชวนเจ็บหนังศีรษะไม่น้อย แล้วไอ้ผมที่ติดแล้วเนี่ยก็ไม่มีการล้างสระแต่อย่างใด อยู่กันไปอย่างนั้นจนกว่าจะรื้อทำใหม่อีกครั้ง ทนกันได้งัยไม่รู้ สำหรับชั้นไม่สระสามวันก็แหยงสุดๆ แล้ว แต่ข้อดีของการเป็นสาว african ก็คือไม่ต้องรอเวลา อยากเปลี่ยนอยากสวยสไตล์ไหนเลือกได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว แต่ต้องมีตังค์ด้วยนะ ไม่งั้นหละก็อยู่เป็นสัปรดไปเหอะ 555

5 comments June 21, 2008

Sayonara Hisa!!

Over 6 months that I have known one Japanese guy who later has become my good friend in UK. The first time I talked to you was in the computer room I asked you “do you work as an art director or any kind of creative work?” as your style was so strange but you shocked me with your answer “I’m an computer engineer” After that day I have learned that not just only the way you dress but also the way you live and think are completely strange. Hahaha

We went to Canterbury together with Haruka and JD, which was the first time I traveled with you. Even though, many friends concerned about traveling with you I found it wasn’t as terrible as people kept telling me. Moreover, at that day we started to talk more and more in silly and nonsense topics that I felt like you were so similar with all of my Thai friends although you were a Japanese. So I was getting know you seriously after that.

Every time I met you in school I want to kick or beat you because you always said only bad words to me but to be honest, I liked it. I prefer bad words but sincere rather than beautiful lie. And you were funkin sincere. Hahaha

The Halloween night was such a good fun. I really liked your dress and make up especially your glasses. Hahaha Really, I’ve still laughed a lot every time I saw your pictures again.

You moved to London before X’mas as you got a job, which I couldn’t imagine how could you get it in London. We didn’t see each other during that time. You went back to Brighton once on Gustavo’s birthday. It impressed me that you paid a lot of caring to your friends. I met you again in London and every thing still the same, as you never changed. ☺

We’ve become closer day by day; you are my good friend in London. I discovered Greenwich and other nice places because of your plans that have never been planed before travel but always got nice memories in the end. I don’t know if you hadn’t been here with me in London would I have visited many places like this. But from now on I have to explore UK alone without terrible navigator as you are. Hahaha

I’ve remembered that you shocked me with

“I’m going to travel somewhere tomorrow”
“But we are going to oxford the day after, aren’t we?”
“Yeah!! But I have one day I could go to Italy or France”
“Just only one day?”
“I can’t stay home all day even just only one day”
“Ohhhhhh okay Hisa let go then”

But you couldn’t find any suitable price ticket within one day before your travel in the well-organised country as UK. Finally, you could only visit some place in UK. Hahaha

I really worry about your many dreams, like you plan to get married next year, you haven’t got any bride to be yet though. And you want to start your own business but every time I ask you “what kind of business you want to do” you give me just the same answer “I don’t know, but no problem”. “ummm…” But I’ve known a lot of people who successes in their dreams with luck and perfect chance. You are going to be another one then…(about your business is possible but about married I’m not sure) Hahaha

Time goes really fast, from the beginning till the end. We meet for leave, we already known but our friendship will stay in touch as we said before goodbye. I‘ve been really happy knowing you hisa. Thank you for being my good friend. I hope you have a good life and I definitely see you again somewhere (Japan or Thailand). Don’t disappear, OK? Goodbye my friend.

Laila :)

Ps. No more cry, smile now!!! :P

Cool Japanese style :P

Cantebury gangster

Don’t forget this mask again, you can make the collection of it. :)

Greenwich, the nicest place in London

Crazy Halloween, who was the most sexy one?

This picture makes me laugh every time :D

Oxford with Japanese guys

Ehhhhhhhhhh……disgusting hahaha :D

Nice shot Arancha !!!

The last supper together, good byeeeee !!!

27 comments April 30, 2008

Arancha เพื่อนซ่าชาวสเปน

มีเพื่อนใหม่มาแนะนำให้รู้จักกันเน่ื่องจากต่อไปนี้ชีคงมีบทบาทในชีวิตลอนดอนเนอร์ของชั้น พูดแล้วก็น่าแปลกใจกับโชคชะตา เนื่องจากไม่คิดว่าจะหาเจอ คนบ้าๆ สติไม่ดี แต่มีกะตังค์ 555 ที่สำคัญดันมาเจอที่อังกฤษเนี่ยซิ…

Arancha เป็นหญิงบ้าชาวสเปน เรามีอะไรเหมือนๆกัน วัยก็ใกล้เคียงกัน ภาษาก็แย่พอๆกัน ฮีๆๆๆ ชีมาเรียนภาษาเพื่อพัฒนาตนเองอยู่ทีนี่ได้เดือนกว่าๆ เนื่องจากต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เธอเรียนจบปริญญาโทกฏหมายจากสเปน แต่ดั๊นมาคิดได้ทีหลัง ซึ่งช้ามาก ว่าตัวเองชอบ marketing จึงหันหัวเรือมาเทียบท่าตลาดซะยังงั้น ความจริงถามหน้าที่การงานไม่น่าจะเข้ากันได้ art di กับ marketing เพราะจากประสบการณ์การทำงาน มักจะค้องมีเรื่องกันเป็นประจำ แต่งานนี้เข้าก๊านนน เข้ากัน ยังไงไม่รู้ เราแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องต่างๆต่อกัน จึงพบว่าเรามีมุมมองการมองโลกแบบหญิงแกร่งบึกบึนเหมือนกัน เรื่องความฮาหลายครั้งที่ชีหัวเราะคนเดียวเนื่องจาก ยอมแพ้ต่อการแปลงมุขจาก สเปน มาเป็น อังกฤษ ประมาณว่ามันเหนื่อยเกินไป ยังไงขำล่วงหน้าไปก่อนคนเดียวจะดีกว่า หลายครั้งที่ชั้นก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน

ห้องเช่าราคาแพงหูฉี่ของเธอกลายมาเป็นรังรักของเรา เย้ยยยยย จริงจร๊ิงงงง เพราะทุกวันจะต้องไปนั่งดวดโค้ก แลกมุข ติวภาษา ปรึกษาปัญหาชิวิต นินทาแฟน แล้วอื่นๆอีกมากมาย ด้วยกันหลังเลิกเรียน ชีต้องการพัฒนาภาษาหลักสูตรเร่งด่วน ชั้นก็แนะนำไปตามประสาของชั้น แต่กลับประทับใจเธอ ว่าเข้านั่น

จากวันที่เจอกันครั้งแรกจนกระทั่งวันนี้ก็ร่วมเดือนกว่าๆได้แล้ว แต่เหมือนรู้จักกันมานานกว่านั้น เนื่องจากชีมีความกล้าบ้าบิ่นไม่แพ้ชาวแก๊งค์ของเรา เรียกว่าสอบผ่าน ทุกกระบวนวิชาท่าก็ว่าได้ ไม่เคยคิดเลยว่าชาตินี้จะต้องมา translate มุขฮาๆเป็นภาษาต่างประเทศ มันยากและเหนื่อยจริงๆ

ทุกวันนี้เลยไม่เหงาเท่าที่ควรจะเป็น เพราะมีเพื่อนเพี้ยนๆที่คุยภาษาเดียวกัน คือภาษาที่คุยได้กับเพื่อนไม่กี่คน ซึ่งพวกบ้าเหล่านั้น เราได้เคย mention ไปแล้วทั้งสิ้น

รู้สึกว่าอย่างน้อยเราก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง ที่เมื่อเพื่อนนิวกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่บ้านเราเมืองเรา ฟ้าก็ส่งเพื่อนใหม่มาแก้เหงาทันเวลา

เอ้า……เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ต้อนรับ Arancha อย่างอบอุ่นกันด้วยนะคะ

โฉมหน้า Arancha

โฉมหน้า Arancha

23 comments April 13, 2008

เพื่อนชั้นกลับบ้านแล้ว :(

วันจันทร์ที่ผ่านมาเป็นวันอำลาอาลัย เพื่อนรักเพื่อนโหด ขนของร่วม 3 กระเป๋ากลับเมืองไทย อย่างลอยนวล (น้ำหนักกระเป๋าเกินเกือบ สิบโล มันยังผ่านชิวๆ) เพื่อนมาอยู่นี่เกือบ 3 เดือน เพื่อนมาเที่ยว มาทำงาน เหมือนอย่างหลังจะมากกว่า ซี่งหลังจากชั้นย้ายมาอยู่ลอนดอนก็มันนี่แหละที่เป็นข้ออ้างในการเปิดหูเปิดตา เรียกว่าการเจอกันของเราทุกครั้งล้วนประเทืองปัญญาทั้งสิ้น เข้ากันมาแล้วแทบทุก ฟรีmuseum กินเคบับกันมานับครั้งไม่ถ้วน มีครั้งสุดท้ายเนี่ยแหละที่เข้า pub bar อย่างหรูสุด (แพงสุดเท่าที่เคยกินมาเลยนะแก 555) ยังคิดเหมือนกันว่าถ้ามันไม่อยู่จะไปเดินเล่นชมเมืองกับใคร หนาวๆอย่างนี้ถ้าไม่ออกไปเจอใครที่ทำให้ใจอบอุ่นก็ขอนอนซุกผ้าห่มอยู่บ้านดีกว่า

วันที่เศร้ามันก็มา วันที่ฮาก็มีมัน แล้ววันพรุ่งนี้จะทำยังไงดีวะเนี่ย ทีนี้หละที่เค้าเรียกว่าคนเดียวของจริง เพื่อนที่ึคุยด้วยภาษาเดียวกัน ไม่นับว่าเป็นภาษาท้องถิ่นเดียวกันเท่านั้น แต่มันเป็นภาษาที่เข้าใจกันอยู่ไม่กี่คน บางครั้งก็ภาษาหมาๆ เนี่ยแหละมันได้ใจดี

ชีวิตที่ชีพจรมันลงไปกองกันอยู่ที่เท้าอย่างมัน ก็คงรั้งไม่ได้ มันคงยังต้องเดินทางต่อไป ไม่รู้ว่ามันจะไปหยุดที่ไหน ต้องรอลุ้นกันต่อไป แต่มั่นใจเหลือเกินว่าทุกก้าวที่มันเลือกเดินต่อไปนั้น จะมีแต่ความสดใสรอมันอยู่ เหมือนทุกก้าวที่มันผ่านมา คนห่าอะไรไม่รู้ โชคดีฉิบ (ที่มีเพื่อนอย่างชั้น 555) คนดีผีคุ้มเว้ยมึง ผีบ้านผีเรือนด้วย บรี์อออออ…

เออ โชคดีนะมึงกลับมาเที่ยวบ้างนะถ้ามีปัญญา 555
อยากกลับเหมือนกันแต่เหมือนปัญญายังไม่พอหวะ
เจอกันอีกแน่นอน ที่ไหนก็ที่นั้นนะเว้ยยยย

รักนะ อีบ้า

blog-096.jpg
trip น้ำตาจำได้มั้ย ไม่ได้เศร้าอะไร แต่เพื่อนนำ้ตาไหลเนื่องจากแพ้ลม ชั้นก็แพ้หนาว ขี้มูกยืดตลอดเวลา

tower-bridge-20.jpg
ไปกันสองคน ถ่ายกันสองคน

tower-bridge-27.jpg
ลมไม่เป็นใจ

tower-bridge-55.jpg
เพื่อนนิวกับงานศิลป์

tate-modern-with-new-31.jpg
liverpool street ถ่ายกับฝรั่ง กลัวเค้าไม่เชื่อว่ามา 55

tower-bridge-57.jpg
ถ่ายทุกอย่างที่ขวางหน้า

tate-modern-with-new-02.jpg
หน้า St.paul ตังค์แกหายหลังจากรูปนี้

tate-modern-with-new-07.jpg
ทำเป็นไม่เต็มใจถ่ายตอนแรก เป็นงัย สวยเชว 555

tate-modern-with-new-32.jpg
เบื้องหลังการเดินทาง ก็ tube นั่นเอง :P

tate-modern-with-new-33.jpg
มื้อสุดท้ายด้วยกัน อร่อยดีหวะ :’(

12 comments February 20, 2008

Previous Posts


กำหนดลมหายใจ

หัวใจเต้น

วันคืนเดือนปี

November 2009
M T W T F S S
« Feb    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

ปักหลักหายใจ

ชนิดลมหายใจ

เพิ่งพ่นออกไป

ออกซิเจนใหม่

thelailama on First proper snowfall in my…
walkonthesideway on First proper snowfall in my…
thelailama on ..เปลี่ยน..
thelailama on Creative night lives
thelailama on ..และแล้วราหูก็คายจันทร์…
thelailama on First proper snowfall in my…
ป้าไก่ 9ชีวิต on First proper snowfall in my…
she the tiger on First proper snowfall in my…
ป้าไก่ 9ชีวิต on First proper snowfall in my…
thecolourbar on First proper snowfall in my…

Blogroll

Meta